การเริ่มต้นเรียนพิเศษภาษาอังกฤษสำหรับใครหลาย ๆ คนอาจรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องที่ยากและดูเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก่อนแน่ ๆ
เพราะบางคนอาจจะทั้งเคยลองฝึกพูด อ่าน เขียนเอง ดูคลิปสอนตาม Youtube ฝึกเรียนเอง หรือสมัครคอร์สมาแล้ว
ก็ยังไม่รู้สึกว่าภาษาอังกฤษดีขึ้นสักที โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนจำคำศัพท์ได้ยาก ยิ่งทำให้รู้สึกท้อใจง่าย
ซึ่งบอกเลยว่าทางเรามีวิธีแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ มาให้ เพราะบทความนี้จะชวนมาดู 5 เทคนิคการเรียนพิเศษภาษาอังกฤษให้เก่งเร็ว
ที่จะมาเป็นตัวช่วยเร่งสปีดการพัฒนาภาษาอังกฤษได้จริงแบบไม่ต้องฝึกตัวเองเกินไป
ทำไมการเรียนพิเศษภาษาอังกฤษถึงช่วยได้เร็วกว่าเรียนปกติ ?
ก่อนจะลงลึกถึงเทคนิคต่าง ๆ ลองมองภาพรวมกันก่อนว่าทำไมหลาย ๆ คนเริ่มที่พอเริ่มเรียนพิเศษภาษาอังกฤษแล้วถึงพัฒนาได้เร็วขึ้น
ทั้ง ๆ ที่ก็เรียนจากหนังสือหรือเนื้อหาเดิม ๆ เหมือนกัน ต่างกันก็แค่วิธีการเรียน
คำตอบสำคัญของคำถามนี้อยู่ที่ การมีคนช่วยจับทางให้และรู้ว่าจุดอ่อนของตัวเองคืออะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหาเองคนเดียวได้ยาก และในชั้นเรียนธรรมดาก็ไม่มีสอน

การเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ ช่วยให้เห็นจุดอ่อนที่เรามักมองไม่เห็น
เวลาที่เราได้เรียนพิเศษภาษาอังกฤษกับติวเตอร์สักคน ส่วนใหญ่เราจะเรียนแบบเดาเองว่าอันนี้สำคัญถึงต้องเรียน เช่น
- เลือกอ่านบทความยากเกินพื้นฐานตัวเอง
- พยายามท่องคำศัพท์เยอะ ๆ แต่ไม่ได้นำไปใช้จริง
- ฝึกแกรมม่าแบบท่องสูตร แต่ไม่เคยได้ลองใช้
ปัญหาของสิ่งเหล่านี้คือ เรามักมองไม่เห็นว่าจริง ๆ แล้วตัวเองอ่อนภาษาอังกฤษตรงไหนกันแน่ บางคนคิดว่าตัวเองจำศัพท์ได้ไม่เก่ง
แต่จริง ๆ คือไม่เคยใช้ศัพท์นั้นเลย ไม่เคยพูด หรือไม่เคยเขียน ซึ่งทำให้สมองไม่เก็บข้อมูลส่วนนี้ไป
การเรียนพิเศษจึงเหมือนช่วยให้มีคนมาคอยสังเกตว่า เราติดปัญหาอะไรอยู่ หรือขาดความมั่นใจ ซึ่งพอรู้สาเหตุชัด ๆ แล้ว
การปรับวิธีเรียนให้ตรงจุดก็จะง่ายขึ้นแบบทันตาเห็นเลย
บทบาทของติวเตอร์ที่ช่วยปรับพื้นฐานได้ตรงจุด
ติวเตอร์ที่สอนพิเศษไม่ได้มีแค่สอนตามหนังสือเท่านั้น แต่หน้าที่ของพวกเขาคือ
- ประเมินระดับภาษาอังกฤษของเราในช่วงแรก
- ช่วยจัดลำดับว่าเราควรแก้อะไรก่อน – หลัง
- เลือกตัวอย่าง ประโยค และบทสนทนาให้ตรงกับระดับของเราได้
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นคนจำคำศัพท์ยาก ๆ ติวเตอร์อาจเปลี่ยนจากการให้นักเรียนท่องศัพท์ยาว ๆ ไปเป็นการฝึกผ่านบทสนทนาสั้น ๆ หรือเล่าเรื่องจากประสบการณ์ พอทุกอย่างถูกออกแบบมาให้เหมาะกับตัวเรามากขึ้น
การเรียนพิเศษภาษาอังกฤษก็เริ่มกลายเป็นเรื่องที่ไหว ไม่ใช่เรื่องที่ไหวไหม (?) อีกต่อไป

เปิด 5 เทคนิคไม่ลับ เรียนพิเศษภาษาอังกฤษให้เก่งเร็วแบบเข้าใจได้ง่าย
ในหัวข้อนี้เราจะชวนมาดู 5 เทคนิคง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้ และเหมาะมากกับคนที่กำลังเรียนพิเศษภาษาอังกฤษอยู่ตอนนี้
ลองนำไปปรับใช้ทีละข้อ แล้วคุณจะเริ่มเห็นว่าแค่เปลี่ยนวิธีการเรียนเล็กน้อย ก็ทำให้ภาษาอังกฤษพัฒนาได้เร็วขึ้น
แบบที่ไม่ต้องกดดันตัวเองมากเกินไปเลย
1. สร้างระบบจำศัพท์ให้เหมาะกับตัวเอง ไม่ต้องเน้นจำเยอะก็เก่งได้
หลาย ๆ คนมักคิดว่าการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง ต้องจำคำศัพท์ให้ได้เยอะที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว การจำคำศัพท์น้อย
แต่ใช้เป็น ยังดีกว่าการจำเป็นพันคำแต่ไม่เคยใช้จริงเลยด้วย เทคนิคแรกจึงต้องเริ่มจากการรู้จักระบบจำศัพท์ของตัวเอง
ก่อนว่าตัวเราเหมาะกับวิธีแบบไหน
เลือกวิธีจำศัพท์ที่เข้ากับสมองของเรา
สมองของคนเราแต่ละคนจำได้ไม่เหมือนกัน เวลาเรียนพิเศษภาษาอังกฤษจึงต้องลองสังเกตตัวเองก่อนว่าจำได้ดีตอนแบบไหน เช่น
- สายภาพ (Visual) ถ้าเห็นภาพแล้วจำได้ง่าย ลองให้ติวเตอร์ช่วยทำแฟลชการ์ดที่มีภาพประกอบ หรือวาด Mindmap
คำศัพท์เป็นหมวด ๆ เช่น คำศัพท์เกี่ยวกับห้องครัว ห้องเรียน หรือที่ทำงาน - สายฟัง (Audio) ถ้าฟังแล้วติดหู ลองขอให้ติวเตอร์เน้นกิจกรรมที่เน้นการฟัง – พูด เช่น ฝึกพูดตามประโยคสั้น ๆ ซ้ำ ๆ
หรือบันทึกเสียงตัวเองตอนพูดเพื่อกลับมาฟังอีกครั้ง - สายเรื่องเล่า (Story) ถ้าชอบเรื่องเล่า จำง่ายเวลาอยู่ในบริบท ลองใช้การเรียนภาษาอังกฤษผ่านการเล่าเรื่องในชีวิตประจำวัน
เช่น ขอติวเตอร์ช่วยให้เราฝึกเล่า “หนึ่งวันของเรา” เป็นภาษาอังกฤษดู แล้วติวเตอร์ช่วยเติมคำศัพท์ใหม่ ๆ เพิ่มเข้าไปทีละนิด
เมื่อเจอวิธีจำที่เหมาะกับตัวเองแล้ว จะรู้สึกว่าการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษนั้นไม่ได้ยากแบบที่คิด แต่แค่ต้องเปลี่ยนวิธีให้ตรงกับสมอง
ของเราเท่านั้นเอง
ฝึกใช้คำศัพท์จากชีวิตจริงมากกว่าท่องตามหนังสือ
อีกจุดสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษสำหรับคนจำศัพท์ยาก คือการเลือกคำที่ต้องใช้จริงก่อนจะไปท่องจำคำยาก ๆ ที่เจอแค่ในข้อสอบ โดยเริ่มจากคำที่อยู่รอบตัวเช่น คำศัพท์สิ่งของในบ้าน สิ่งต่าง ๆ ในห้องเรียน หรือคำที่พบเจอได้บ่อยในที่ทำงาน
นอกจากนี้ลองให้ติวเตอร์ช่วยออกแบบฝึกหัด เช่น ให้ตั้งเป้าวันนี้จะใช้ 5 คำนี้ในประโยคพูดชีวิตประจำวัน ให้เล่าเหตุการณ์หนึ่งวัน
โดยต้องใส่คำศัพท์ใหม่ ๆ เข้าไปให้ครบ ด้วยวิธีการแบบนี้ แม้จะเรียนพิเศษภาษาอังกฤษแค่สัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมง แต่คำศัพท์ที่ได้
จะเกาะอยู่ในชีวิตประจำวันของเราได้จริง ไม่ได้อยู่แค่ในสมุดจดแบบทั่วไป
2. ปูพื้นฐาน – ปูแกรมม่า (Grammar) ให้แน่นแบบไม่ต้องท่องจำ
อีกจุดสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษสำหรับคนจำศัพท์ยาก คือการเลือกคำที่ต้องใช้จริงก่อนจะไปท่องจำคำยาก ๆ ที่เจอแค่ในข้อสอบ
โดยเริ่มจากคำที่อยู่รอบตัวเช่น คำศัพท์สิ่งของในบ้าน สิ่งต่าง ๆ ในห้องเรียน หรือคำที่พบเจอได้บ่อยในที่ทำงาน
นอกจากนี้ลองให้ติวเตอร์ช่วยออกแบบฝึกหัด เช่น ให้ตั้งเป้าวันนี้จะใช้ 5 คำนี้ในประโยคพูดชีวิตประจำวัน ให้เล่าเหตุการณ์หนึ่งวันโดยต้องใส่คำศัพท์ใหม่ ๆ เข้าไปให้ครบ
ด้วยวิธีการแบบนี้ แม้จะเรียนพิเศษภาษาอังกฤษแค่สัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมง แต่คำศัพท์ที่ได้จะเกาะอยู่ในชีวิตประจำวันของเราได้จริง ไม่ได้อยู่แค่ในสมุดจดแบบทั่วไป
แกรมม่าที่สำคัญจริง ๆ มีไม่กี่เรื่อง แต่ต้องใช้ให้เป็น
สำหรับคนอยากเรียนภาษาอังกฤษให้คุ้ม แนะนำให้โฟกัสที่พื้นฐานและแกรมม่าหลัก ๆ ก่อน ไม่ว่าจะเป็น
- การใช้ Verb to be / Verb ช่องต่าง ๆ
- การเรียงประโยคพื้นฐาน (ประธาน + กริยา + กรรม)
- Tense ที่ใช้บ่อย ๆ เช่น Present Simple, Past Simple, Future ฯลฯ
โดยติวเตอร์สามารถย่อยเนื้อหาเหล่านี้ให้เข้าใจได้ง่าย ผ่านวิธีการเหล่านี้เช่น การใช้ตัวอย่างจากชีวิตของนักเรียน ฝึกพูดประโยคสั้น ๆ
ที่เอาไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน หรือให้ฝึกเปลี่ยนประโยคเดียวกันไปหลาย ๆ Tense เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่าง
ซึ่งเมื่อฝึกและเรียนพื้นฐานแกรมม่าแน่นขึ้น การจำคำศัพท์ก็จะง่ายขึ้นไปด้วย เพราะเราจะรู้ว่าควรเอาคำศัพท์ไปวางตรงไหนในประโยค
3. ฟัง-พูดให้คล่องด้วยการฝึกแบบสั้นแต่ถี่
อีกหนึ่งจุดที่หลายคนอยากได้จากการเรียนภาษาอังกฤษคือ อยากพูดให้ได้ ฟังให้รู้เรื่อง แต่ชีวิตจริงกลับไม่มีเวลาให้เยอะขนาดนั้น
ซึ่งเทคนิคสำคัญคือไม่ต้องฝึกแบบใช้เวลานาน ๆ แต่ให้ฝึกทีละนิดอย่างสม่ำเสมอมากกว่า
ทำไมการฝึกวันละ 10 นาทีถึงได้ผลกว่าอ่านครั้งเดียว 1 ชั่วโมง
สมองของคนเรามักเรียนรู้ภาษาได้ดีจากการเจอซ้ำ ๆ มากกว่าการอัดความรู้ทีเดียว ซึ่งถ้าเราเรียนภาษาอังกฤษกับติวเตอร์เสร็จแล้ว
แต่กลับบ้านไปไม่เคยแตะภาษาอังกฤษอีกเลย สมองก็จะค่อย ๆ ลืม แต่ถ้าเราแบ่งฝึกเองเพิ่มเติมวันละ 10-15 นาที เช่น
- ฟังประโยคพูดที่ติวเตอร์อัดเสียงไว้
- พูดตามประโยคสั้น ๆ ซ้ำ ๆ
- ทบทวนคำศัพท์จากคลาสเรียนในวันนั้น
แม้เวลาจะดูน้อย แต่ด้วยความถี่ที่ทำทุก ๆ วัน สมองจะเริ่มจดจำสำเนียง จังหวะ คำพูด คำศัพท์ และรูปประโยคได้ดีขึ้น
ยิ่งสำหรับคนที่จำคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ยากแล้ว ยิ่งควรใช้เทคนิคสั้นแต่ถี่แบบนี้
แบบฝึกที่ช่วยให้กล้าพูด แม้เป็นคนไม่มั่นใจเลย
ใครหลายคนมักกลัวการพูดภาษาอังกฤษ เพราะกลัวพูดติดขัด พูดไม่ตรง หรือสำเนียงไม่ได้ บอกเลยไม่ต้องกลัว
ในคลาสพิเศษภาษาอังกฤษ ลองขอให้ติวเตอร์ช่วยจัดกิจกรรมฝึกพูดแบบง่าย ๆ ก่อน เช่น
- ฝึกพูดประโยคแนะนำตัวเองหลาย ๆ แบบ
- ฝึกตอบคำถามง่าย ๆ เช่น What did you do yesterday?
- ฝึกเล่าเรื่องสั้น ๆ เช่น สิ่งที่ชอบทำในวันหยุด
ช่วงแรก ๆ อาจจะติดขัดหรือใช้คำศัพท์ได้ไม่เยอะ แต่เป้าหมายของการเรียนพิเศษช่วงนี้คือ ทำให้ปากได้ขยับ
และสมองได้คิดเป็นภาษาอังกฤษ มากกว่าจะพูดให้เป๊ะ 100%
4. ใช้บทสนทนาในคลาสเรียนพิเศษภาษาอังกฤษให้คุ้มที่สุด
หลายคนไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษแล้วมักปล่อยให้ติวเตอร์พูดอยู่คนเดียว ตัวเองจดอย่างเดียว ซึ่งจริง ๆ แล้วการเรียนแบบนี้
ไม่ได้ตอบโจทย์เลย เพราะบทสนทนาระหว่างเรียนต่างหาก ที่เป็นโอกาสทองในการฝึกภาษาอังกฤษแบบสด ๆ
กล้าที่จะถาม-ให้ติวเตอร์ตรวจจุดอ่อนแบบ Real-Time
เวลาเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ ถ้าเรากล้ามถาม กล้าลองพูดผิด ติวเตอร์จะช่วยเราได้เต็ม เช่น การแก้คำศัพท์ที่ใช้ผิดความหมาย
ปรับประโยคให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น รวมไปถึงแนะนำคำที่เหมาะกับสถานการณ์ใช้จริง ยิ่งถ้าเรากล้าพูด กล้าลองผิด พื้นที่ปลอดภัย
ในคลาสเรียนก็ยิ่งช่วยให้เราพัฒนาภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น
อย่ากลัวว่าพูดผิดแล้วไม่ดูไม่เก่ง เพราะหน้าที่ของติวเตอร์ในคลาสเรียนพิเศษคือ การช่วยให้เราผิดในห้องเรียนเพื่อจะได้ถูกนอกห้องเรียน
ฝึกออกเสียงตามติวเตอร์เพื่อแก้สำเนียงติดไทย
อีกอย่างที่ควรใช้ให้คุ้มในคลาสเรียนพิเศษภาษาอังกฤษเลยคือ การเลียนแบบเสียงและคำพูดภาษาอังกฤษจากติวเตอร์
ยิ่งถ้าติวเตอร์ของคุณเป็นคนต่างชาติ หรือลูกครึ่งจะยิ่งดี
การแก้สำเนียงไม่ได้หมายความว่าต้องพูดเหมือนเจ้าของภาษาแบบ 100% แต่แค่ทำให้คนฟังเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ซึ่งการฝึกกับติวเตอร์แบบนี้จะช่วยให้เราไม่ติดนิสัยออกเสียงแบบเดิม ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว
5. วางแผนการเรียนพิเศษภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องเครียดเกินไป
การเรียนภาษาอังกฤษให้เห็นผลจริง ๆ ไม่ใช่แค่เลือกติวเตอร์ดีหรือคอร์สดีเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการวางจังหวะการเรียนของตัวเอง
ให้เหมาะกับชีวิตประจำวันของเราด้วย ถ้าตารางเรียนแน่นไปก็ทำให้เครียดไป ไม่นานเราก็จะยอมแพ้และหยุดกลางทางได้
เทคนิคตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ที่ทำได้จริง
ลองตกลงกับติวเตอร์ตั้งแต่เริ่มเรียนพิเศษดู ว่าใน 1 สัปดาห์ เราอยากทำอะไรให้สำเร็จ เช่น
- จำคำศัพท์ใหม่ ๆ ให้ได้ 10 คำ พร้อมใช้ในประโยคได้จริง
- ฝึกพูดบทสนทนา 1 บทให้คล่อง
- อ่านบทความสั้น ๆ แล้วเล่าใจความสำคัญเป็นภาษาอังกฤษได้
ด้วยการตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ แบบนี้จะทำให้เราเห็นความก้าวหน้าในการเรียนภาษาอังกฤษทีละนิด
และไม่รู้สึกว่าการเรียนพิเศษเป็นเรื่องที่หนักเกินไป
บทสรุป – เก่งภาษาอังกฤษไม่จำเป็นต้องจำเยอะ แต่ต้องเรียนให้ถูกวิธี และใช้ให้เป็น
ท้ายสุดแล้ว การเรียนพิเศษภาษาอังกฤษไม่ว่าจะในสถาบันไหน ๆ ไม่ได้มีไว้แค่ให้เรานั่งฟังติวเตอร์สอนอย่างเดียว
แต่มันคือพื้นที่ที่ให้เราได้ลองผิด ลองพูด ลองใช้ศัพท์ ลองได้ตั้งคำถาม และได้ฟีดแบ็กกลับมาแบบเรียลไทม์จากคนที่มีความรู้
และมีประสบการณ์จริง ยิ่งสำหรับคนที่รู้ว่าตัวเองด้อย จำคำศัพท์ได้ยาก หรือเรียนเองแล้วไม่ค่อยไปไหน การมีติวเตอร์และระบบเรียน
ที่ออกแบบมาให้ตรงกับสไตล์ของเรา จะช่วยย่นเวลาและลดความท้อในการเรียนภาษาอังกฤษไปได้เยอะมาก
ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องเก่งเร็วแบบเห็นผลทันตา ขอแค่เรียนภาษาอังกฤษด้วยวิธีที่เหมาะกับตัวเอง ค่อย ๆ เดินไปทีละขั้น
เห็นพัฒนาทีละนิด แค่นั้นก็ถือว่าชนะตัวเองในเวอร์ชันอดีตไปแล้ว
ดังนั้นใครที่กำลังมองหาติวเตอร์สำหรับเรียนพิเศษภาษาอังกฤษลองมาดูได้ที่ Tutorplus
เพราะที่นี่มีติวเตอร์หลายแนว หลายระดับ พร้อมช่วยวางแผนให้การเรียนอังกฤษของคุณง่ายขึ้นและเห็นผลจริงมากกว่าเดิม

