อ่านหนังสือไม่เข้าหัว เรียนกับติวเตอร์ช่วยได้จริงไหม?

อ่านหนังสือไม่เข้าหัว

นั่งอ่านหนังสือมาตลอดทั้งวัน ทั้งติวเนื้อหาที่จะสอบทั้งทบทวนบทเรียนเก่า ๆ ไฮไลต์จนหน้ากระดาษเหลืองไปหมด
แต่พอปิดเล่มกลับนึกอะไรไม่ออกสักอย่าง อาการอ่านหนังสือไม่เข้าหัวแบบนี้คุ้น ๆ กันไหม หลายคนรีบมักสรุปว่าตัวเองไม่เก่ง
หรือตั้งใจไม่พอ ทั้งที่จริงแล้วต้นตอมักอยู่ที่วิธีอ่านซึ่งยังไม่เข้ากับการทำงานของสมองของแต่ละคนมากกว่า

ซึ่งบทความนี้จะพาไปหาคำตอบทีละขั้น ว่าทำไมอ่านแล้วจำไม่ค่อยได้ ต้นตอที่แท้จริงคืออะไร และการมีติวเตอร์มาคอยช่วยสอน
จะเปลี่ยนอะไรได้บ้าง เป้าหมายไม่ใช่แค่บอกให้ไปเรียนพิเศษ แต่อยากให้คุณเข้าใจตัวเองก่อน แล้วค่อยเลือกทางที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ

อ่านหนังสือไม่เข้าหัว ปัญหาที่หลายคนเจอมากกว่าที่คิด

ถ้าเมื่อไรที่รู้สึกว่าอ่านหนังสือหรือติวอะไรก็ไม่เข้าหัวเลย ก็คงต้องลองสังเกตตัวเองดูสักนิด ว่ามีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวคุณ
บ่อยแค่ไหน

  • อ่านบทเดิมวนไปวนมาหลายรอบ แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนไม่เข้าใจ พอมีคนถามว่าเนื้อหาพูดเรื่องอะไร กลับตอบไม่ได้เต็มปาก
  • อ่านจบไปหนึ่งหน้าแล้วเลื่อนไปหน้าถัดไป
    แต่พอย้อนกลับมาถามตัวเองว่าเมื่อกี้อ่านอะไร
    กลับจำแทบไม่ได้เลยสักประโยค
  • ตอนนั่งอ่านรู้สึกว่าเข้าใจดีไปหมด แต่พอถึงเวลาลงสนาม
    ทำข้อสอบจริง กลับตอบไม่ถูกและนึกไม่ออกว่าเคยอ่านมา

อาการเหล่านี้เกิดกับคนจำนวนมาก ตั้งแต่นักเรียนมัธยมไปจนถึงคนที่กำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย และมันไม่เกี่ยวกับความฉลาด
หรือ IQ เลย สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่ายิ่งอ่านนานพอเดี๋ยวก็จำได้เอง แต่ความจริงเวลาที่ทุ่มลงไปไม่ได้แปรผันตรงกับความจำ
สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราอ่านด้วยวิธีไหนต่างหาก

ทำไมอ่านหนังสือไม่เข้าหัวทั้งที่ตั้งใจอ่านเต็มที่แล้ว

ก่อนจะไปหาทางแก้ เราต้องเข้าใจต้นตอก่อน ปัญหาอ่านหนังสือไม่เข้าหัวมักไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว
แต่เป็นหลายอย่างที่ทับซ้อนกันอยู่ ลองไล่ดูว่าข้อไหนตรงกับตัวเองบ้าง

  • อ่านแบบตั้งรับ ไม่ได้ทดสอบตัวเอง การอ่านซ้ำหรือไฮไลต์
    ทำให้สมองคุ้นเคยกับตัวหนังสือจนนึกว่าจำได้
    ทั้งที่ความคุ้นเคยกับความจำเป็นคนละเรื่องกัน
    วิธีที่ช่วยให้จำได้จริงคือปิดหนังสือแล้วลองนึกทบทวน
    หรืออธิบายเนื้อหาให้ตัวเองฟังว่าเนื้อหาที่อ่านเป็นอย่างไร
  • ไม่รู้ว่าจุดไหนสำคัญ จุดไหนออกสอบ เมื่ออ่านเอง
    เรามักให้น้ำหนักทุกอย่างเท่ากันหมด
    เสียเวลาไปกับรายละเอียดที่แทบไม่ออกสอบ
    พออ่านไม่ทันก็ยิ่งเครียด และความเครียดนั้น
    ก็ยิ่งบั่นทอนความจำลงไปอีก
  • ไม่มีคนคอยชี้จุดที่เข้าใจผิด ถ้าเข้าใจอะไรผิดตั้งแต่ต้น
    การอ่านซ้ำจะยิ่งตอกย้ำความเข้าใจผิดนั้นให้แน่นขึ้นไปอีก
    พอเจอข้อสอบที่พลิกแพลงเพียงเล็กน้อยก็ทำไม่ได้
    เพราะพื้นฐานที่วางไว้มันคลาดเคลื่อนมาตั้งแต่แรก
  • ขาดวินัยและตารางที่ชัดเจน เปิดหนังสือได้ 5 นาที
    ก็หยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนดู ไม่มีเดดไลน์ ไม่มีคนคอยตาม
    การอ่านเลยกระท่อนกระแท่นจนความรู้ไม่ต่อเนื่อง
    พอที่จะปะติดปะต่อเป็นความเข้าใจได้

จะเห็นว่าทั้ง 4 ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถเลย แต่เกี่ยวกับวิธีและสภาพแวดล้อมในการอ่านล้วน ๆ และนั่นคือข่าวดี
เพราะอะไรที่เกิดจากวิธี ย่อมปรับแก้ให้ดีขึ้นได้เสมอ

เทคนิคแก้อ่านหนังสือไม่เข้าหัว

เทคนิคแก้อ่านหนังสือไม่เข้าหัวที่เริ่มลองเองได้ทันที

ก่อนจะไปถึงขั้นหาติวเตอร์ มีเทคนิคง่าย ๆ ที่ช่วยบรรเทาอาการอ่านหนังสือไม่เข้าหัวได้ด้วยตัวเอง ลองนำไปปรับใช้ดูก่อน
บางคนแค่เปลี่ยนวิธีเพียงเล็กน้อยก็เห็นผลต่างชัดขึ้นแล้ว

  1. ทดสอบตัวเองหลังอ่านจบทุกบท ปิดหนังสือแล้วลองเล่าสิ่งที่เพิ่งอ่านออกมาเป็นคำพูดของตัวเอง ถ้าเล่าไม่ได้แปลว่ายังไม่เข้าใจจริง ให้กลับไปทวนเฉพาะจุดนั้นซ้ำ วิธีนี้เปลี่ยนการอ่านแบบตั้งรับให้กลายเป็นการดึงข้อมูลออกมาใช้ ซึ่งช่วยให้จำได้แน่นขึ้นมาก
  2. แบ่งเวลาอ่านเป็นช่วงสั้น ๆ ลองอ่านราว 15-25 นาทีแล้วพักสั้น ๆ สลับกันไป สมองจะจดจ่อได้ดีกว่าการฝืนอ่านยาวรวดเดียวจนล้าและเริ่มเหม่อลอย จังหวะพักที่พอดียังช่วยให้ข้อมูลได้ตกตะกอนก่อนอ่านรอบต่อไป
  3. สรุปด้วยภาษาของตัวเอง หลังอ่านจบให้เขียนสรุปสั้น ๆ ด้วยคำพูดของเราเอง ไม่ใช่ลอกประโยคในหนังสือมาตรง ๆ
    การเรียบเรียงใหม่บังคับให้สมองประมวลผลข้อมูลจริง จึงจำได้ดีกว่าการนั่งไฮไลต์ไปเรื่อย ๆ
  4. จัดสภาพแวดล้อมให้พร้อมก่อนเริ่ม วางมือถือไว้ไกลตัว เลือกมุมที่เงียบพอ และตั้งเป้าของแต่ละรอบให้ชัดว่าจะอ่านจบแค่ไหน
    ความชัดเจนตรงนี้ช่วยลดทั้งการวอกแวกและการผัดวันประกันพรุ่งได้จริง

ถ้าลองปรับด้วยตัวเองสักพักแล้วเริ่มดีขึ้น นั่นเป็นสัญญาณที่ดี แต่ถ้าทำเต็มที่แล้วผลยังไม่ขยับ การมีคนอย่างติวเตอร์ส่วนตัว
หรือครูสอนพิเศษมาคอยช่วยก็อาจเป็นทางที่คุ้มค่ากว่า

เรียนกับติวเตอร์ช่วยแก้อาการอ่านหนังสือไม่เข้าหัวได้ตรงไหน

ทีนี้ลองมาดูว่าการมีติวเตอร์คอยช่วยจะเข้ามาอุดช่องโหว่ของการอ่านหนังสือไม่เข้าหัวได้อย่างไรบ้าง เพราะจุดที่ติวเตอร์ช่วยได้
มักตรงกับจุดที่คนอ่านเองคนเดียวมักติดพอดี

  • สรุปภาพรวมและชี้จุดที่ออกสอบบ่อย
    ติวเตอร์ที่เห็นแนวข้อสอบมามากจะบอกได้ว่าบทไหนสำคัญ
    จุดไหนมักเป็นกับดัก ทำให้เราโฟกัสถูกที่
    ไม่ต้องอ่านแบบเหวี่ยงแหไปทั่วจนหมดแรงเสียก่อน
    จะถึงเนื้อหาที่สำคัญจริง
  • ตอบคำถามและแก้ความเข้าใจผิดได้ทันที สงสัยตรงไหน
    ถามได้เลย ไม่ต้องนั่งเดาเองหรือปล่อยผ่าน
    เมื่อมีคนช่วยอธิบายจากอีกมุมหนึ่ง เรื่องที่เคยงง
    ก็กระจ่างเร็วขึ้น และความเข้าใจผิดก็ถูกดักไว้ก่อน
    ที่จะฝังลึกจนแก้ยาก
  • จัดตารางและสร้างวินัยให้ การมีคลาสเรียนเป็นเวลา
    มีการบ้านที่ต้องส่ง และมีคนคอยติดตามความคืบหน้า
    ช่วยสร้างจังหวะการเรียนที่สม่ำเสมอ
    โดยที่เราไม่ต้องพึ่งพลังใจของตัวเองเพียงอย่างเดียว
  • เปลี่ยนการอ่านให้เป็นการเรียนที่จำได้นาน การถามตอบ
    การทำโจทย์ และการให้เราอธิบายกลับ ล้วนบังคับ
    ให้เราดึงข้อมูลออกมาใช้ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้จำได้ลึก
    และนานกว่าการนั่งอ่านเงียบ ๆ อยู่คนเดียว

พูดง่าย ๆ คือติวเตอร์ไม่ได้มาอ่านหนังสือแทนเรา แต่มาช่วยให้ทุกชั่วโมงที่เราอ่านมีคุณภาพขึ้น จากที่เคยอ่านสิบชั่วโมงแล้วจำได้นิดเดียว อาจเหลือเวลาน้อยลงแต่กลับจำได้มากกว่าเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ปริมาณ แต่เป็นทิศทางและวิธีการที่ทำให้ความพยายาม
ของเราไม่สูญเปล่า

ปัญหาอ่านหนังสือไม่เข้าหัว

ติวเตอร์ไม่ใช่คำตอบของทุกคนที่ติดปัญหาอ่านหนังสือไม่เข้าหัว

ถึงตรงนี้อาจดูเหมือนว่าติวเตอร์คือทางออกที่สมบูรณ์แบบในการแก้ปัญหา แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป
การจะแก้ปัญหาอ่านหนังสือไม่เข้าหัวให้ได้ผลจริง เราต้องเข้าใจข้อจำกัดของมันด้วย

ติวเตอร์ช่วยได้ ถ้าเรายังทบทวนเองด้วย

เรื่องที่ต้องพูดกันตรง ๆ คือติวเตอร์ไม่ใช่ยาวิเศษ
ต่อให้ติวเตอร์เก่งแค่ไหน ถ้าเรียนเสร็จแล้วไม่กลับไปทบทวนเลย ความรู้ก็หลุดหายไปได้เหมือนกัน การเรียนพิเศษเป็นแค่ตัวช่วย
ให้เราเรียนได้มีประสิทธิภาพขึ้น แต่คนที่ต้องจดจำและนำไปใช้
ในห้องสอบก็ยังเป็นตัวเราอยู่ดี ทางที่ได้ผลที่สุด
จึงเป็นการใช้ติวเตอร์ควบคู่กับการทบทวนด้วยตัวเอง
ไม่ใช่ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับชั่วโมงเรียน

เลือกติวเตอร์และรูปแบบที่เหมาะกับตัวเอง

คนเราเรียนรู้ได้ดีในรูปแบบที่ต่างกัน บางคนเหมาะกับตัวต่อตัว
ที่ได้รับความสนใจเต็มที่ บางคนชอบบรรยากาศคลาสกลุ่ม
ที่มีเพื่อนช่วยกระตุ้น บางคนเรียนออนไลน์ที่บ้านได้อย่างมีสมาธิ ถ้าเลือกรูปแบบที่ไม่เข้ากับตัวเอง ต่อให้ติวเตอร์เก่งแค่ไหน
ผลก็อาจไม่ดีอย่างที่หวัง ทางที่ดีคือลองเรียนคลาสทดลองก่อนตัดสินใจ เพื่อดูว่าสไตล์การสอนแบบไหนที่ทำให้เราเรียนได้ดีที่สุด อย่ารีบตัดสินจากชื่อเสียงหรือคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว
เพราะติวเตอร์ที่เหมาะกับเพื่อนเรา อาจไม่ใช่คนที่เหมาะกับเราก็ได้

เช็กลิสต์อ่านหนังสือไม่เข้าหัวแบบไหนควรมีติวเตอร์ช่วย

เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ลองใช้เช็กลิสต์ต่อไปนี้ทาบกับสถานการณ์ของตัวเองดูจะได้รู้ว่าอาการอ่านหนังสือไม่เข้าหัวของเรานั้น
ควรหาคนช่วย หรือแค่ลองปรับวิธีอ่านเองก่อนดี

สัญญาณที่บอกว่าควรลองเรียนติวเตอร์

  • อ่านเองมาเป็นเดือนแล้วแต่คะแนนยังไม่ขยับ ลองทุกวิธีที่รู้จักแล้วก็ยังไม่ดีขึ้นสักที
  • ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน จับต้นชนปลายไม่ถูก มองเนื้อหาทั้งหมดแล้วรู้สึกท่วมท้นจนไม่กล้าเริ่ม
  • เข้าใจตอนที่อ่าน แต่พอลงมือทำโจทย์จริงกลับทำไม่ได้
    เหมือนความเข้าใจกับการนำไปใช้ยังเชื่อมกันไม่ติด
  • ใกล้สอบแล้วแต่ยังอ่านไม่ทัน ต้องการคนช่วยจัดลำดับว่าอะไรควรอ่านก่อนและอะไรพักไว้ได้
  • รู้ตัวว่าขาดวินัย อ่านเองทีไรก็ผัดวันประกันพรุ่ง
    จนไม่เป็นอันคืบหน้าเสียที

สถานการณ์ที่ลองอ่านเองก่อนได้

  • ติดขัดแค่บางบทหรือบางเรื่อง ไม่ได้มีปัญหากับทั้งวิชา
    ค่อย ๆ แกะเองทีละส่วนน่าจะพอไหว
  • มีวินัยดีอยู่แล้ว แค่ต้องปรับวิธีอ่านให้กระตือรือร้นขึ้น
    เช่น เพิ่มการทดสอบตัวเองหลังอ่านจบแต่ละบท
  • ยังมีเวลาเหลือเยอะก่อนถึงวันสอบ พอมีเวลาให้ลองผิด
    ลองถูกและปรับวิธีด้วยตัวเองได้อยู่
  • มีเพื่อนกลุ่มติวหรือแหล่งเรียนรู้ที่ช่วยตอบข้อสงสัยได้อยู่แล้ว ไม่ได้ต้องสู้อยู่คนเดียวโดดเดี่ยว

บทสรุป

ปัญหาอ่านหนังสือไม่เข้าหัว ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากความสามารถเพียงอย่างเดียวเสมอไป แต่เกิดจากวิธีอ่านที่ยังไม่เข้ากับการทำงาน
ของสมอง เมื่อเราเข้าใจต้นตอ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านแบบตั้งรับ การไม่รู้จุดสำคัญ การไม่มีคนแก้ความเข้าใจผิด หรือการขาดวินัย
เราก็จะเลือกทางแก้ได้ตรงจุดมากขึ้น การมีติวเตอร์คอยช่วยเป็นทางเลือกที่ได้ผลจริง ถ้าใช้อย่างถูกวิธีและยังทบทวนด้วยตัวเอง
ควบคู่กันไป

ถ้าคุณกำลังลังเลว่าควรอ่านเองต่อ หรือถึงเวลาที่ควรมีคนช่วยแล้ว ลองทักมาพูดคุยกับทาง Tutor Plus ได้ ทางเรายินดีช่วยประเมินจุดที่คุณติดขัด และแนะนำแนวทางที่เหมาะกับคุณโดยเฉพาะ หรือถ้าอยากลองศึกษาเทคนิคด้วยตัวเองก่อน
ก็แวะอ่านบทความอื่นเกี่ยวกับวิธีอ่านหนังสือให้จำได้นานในเว็บไซต์ของเราได้เช่นกัน