แนะนำวิธีอ่านหนังสือสอบ 5 แบบ เลือกแบบไหนดีให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

วิธีอ่านหนังสือสอบ

หลายคนทุ่มเทนั่งอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืนก่อนสอบ แต่พอเดินเข้าห้องสอบจริงกลับนึกอะไรไม่ค่อยออก จำได้บ้างไม่ได้บ้าง
สุดท้ายคะแนนก็ไม่เป็นดั่งหวัง ความรู้สึกแบบนี้มักบั่นทอนกำลังใจไม่น้อย วิธีอ่านหนังสือสอบ แต่ปัญหานี้มักไม่ได้เกิด
เพราะคุณไม่เก่งหรือขี้เกียจ แต่ต้นตอที่แท้จริงคือการเลือกวิธีอ่านหนังสือสอบที่ไม่เข้ากับตัวเองตังหาก
เพราะคนเรามีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป บางคนจดจำจากภาพได้ดี บางคนต้องได้ลงมือทำถึงจะเข้าใจ
เมื่อใช้วิธีที่ไม่ตรงกับจริตตัวเอง ต่อให้ขยันอ่านแค่ไหน ผลลัพธ์ก็ออกมาไม่คุ้มค่าเหนื่อย

ซึ่งในบทความนี้ทาง Tutor Plus ตั้งใจพาไปสำรวจแนวทางการอ่านเตรียมสอบหลายรูปแบบ พร้อมช่วยให้คุณค้นหาว่าแบบไหน
คือคำตอบที่ใช่สำหรับตัวเอง เพราะเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่การอ่านให้จบเล่มไปวันวัน แต่คือการอ่านแล้วจำได้นาน เข้าใจอย่างลึกซึ้ง และหยิบไปใช้ตอบข้อสอบได้จริง

ทำไมอ่านหนักแต่คะแนนไม่ขึ้น ก่อนหาวิธีอ่านหนังสือสอบที่ใช่ต้องเข้าใจสิ่งนี้

หลาย ๆ คนเข้าใจผิดว่ายิ่งอ่านนานยิ่งได้เยอะ จึงทุ่มเวลานั่งจ้องหนังสือหลายชั่วโมงติดต่อกัน แต่ในงานวิจัยด้านการเรียนรู้ชี้ตรงกัน
ว่าสมองคนเราจดจ่อได้ในช่วงเวลาจำกัด และการอ่านทวนซ้ำไปมาเฉย ๆ ให้ผลต่อความจำระยะยาวน้อยกว่าที่คิด
สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยคือเราอ่านผ่านตาแล้วรู้สึกคุ้นเคย เลยหลอกตัวเองว่าเข้าใจแล้ว ทั้งที่จริงยังดึงออกมาใช้ไม่ได้เมื่อต้องเจอโจทย์
หรือข้อสอบจริง

ปัญหาที่ทำให้อ่านหนักแต่คะแนนไม่ขยับ มักมาจากสาเหตุที่พบซ้ำๆ ดังนี้

  • อ่านแบบเรื่อยเปื่อยไม่มีเป้าหมาย เปิดหนังสือไปเรื่อย
    โดยไม่รู้ว่าบทนี้ต้องจำอะไรและจะถูกวัดผลอย่างไร
    ทำให้สมองไม่รู้ว่าควรเก็บข้อมูลส่วนไหนเป็นพิเศษ
    พลังงานจึงกระจายไปหมดโดยไม่โฟกัสจุดสำคัญ
  • ท่องจำโดยไม่เข้าใจที่มา พอเจอโจทย์ที่พลิกแพลง
    หรือถามในมุมใหม่ก็ไปต่อไม่ถูก เพราะจำได้แค่ตัวอักษร
    แต่ไม่เข้าใจแก่นของเนื้อหา ความรู้แบบนี้พังง่าย
    เมื่อคำถามเปลี่ยนรูป
  • ไม่เคยทดสอบตัวเอง อ่านอย่างเดียวโดยไม่ลองปิดหนังสือแล้วลองตั้งคำถามเพื่อดึงความรู้ออกมา จึงไม่รู้เลยว่าตรงไหนที่ยังเป็นรูโหว่ กว่าจะรู้ตัวก็ตอนอยู่ในห้องสอบซึ่งสายเกินแก้
  • เลือกเวลาและสภาพแวดล้อมไม่เหมาะ อ่านตอนง่วงจัด
    หรืออ่านในที่ที่มีสิ่งรบกวนตลอด สมาธิเลยกระจัดกระจาย เนื้อหาที่อ่านจึงไหลผ่านไปโดยแทบไม่ติดหัว

เมื่อเข้าใจว่าอุปสรรคซ่อนอยู่ตรงไหน การเลือกวิธีอ่านหนังสือสอบให้เหมาะกับตัวเองจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญกว่าการเพิ่มชั่วโมงอ่าน
ให้มากขึ้น เพราะการอ่านที่ฉลาดย่อมเอาชนะการอ่านที่หนักแต่เปล่าประโยชน์ได้เสมอ

รวมวิธีอ่านหนังสือสอบ 5 แบบ

รวมวิธีอ่านหนังสือสอบ 5 แบบ ที่ช่วยให้จำได้และเข้าใจจริง

ต่อไปนี้คือแนวทางการอ่าน 5 รูปแบบที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าใช้ได้ผลจริง ซึ่งแต่ละแบบมีจุดเด่นและเหมาะกับคนต่างสไตล์กัน
ลองอ่านดูว่าแบบไหนฟังดูเข้ากับนิสัยและวิชาที่คุณกำลังเตรียมสอบมากที่สุด แล้วเลือกไปทดลองใช้

1. อ่านแบบสรุปย่อและทำ Mind Map

วิธีนี้เหมาะกับคนที่ชอบมองเห็นภาพรวมและเชื่อมโยงเนื้อหาเข้าด้วยกัน หลักการคือหลังอ่านจบแต่ละบท ให้ย่อยเนื้อหายาว ๆ
ให้เหลือเป็นใจความสำคัญด้วยคำพูดของตัวเอง อาจเขียนเป็นสรุปสั้น หรือวาดเป็นแผนภาพความคิดที่แตกกิ่งก้านออกจากหัวข้อหลัก การเปลี่ยนข้อความยาวให้กลายเป็นภาพช่วยให้สมองจดจำง่ายขึ้น และเวลาทบทวนก่อนสอบก็กวาดตาดูได้รวดเร็ว

จุดเด่นของแบบนี้คือช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างหัวข้อ ทำให้เข้าใจภาพใหญ่ก่อนลงรายละเอียด จึงเหมาะกับวิชาที่มีเนื้อหาเชื่อมโยงกันเป็นระบบ เช่น ชีววิทยา ประวัติศาสตร์ สังคมศึกษา หรือวิชาที่ต้องจำโครงสร้างเป็นลำดับขั้น ข้อควรระวังคืออย่าลอกเนื้อหาทั้งดุ้นมาใส่แผนภาพ เพราะจะกลายเป็นแค่การย้ายที่โดยไม่ได้เข้าใจเพิ่ม หัวใจสำคัญคือต้องย่อยด้วยความเข้าใจของตัวเองอย่างแท้จริง

2. อ่านแบบทวนซ้ำเชิงรุกด้วย Active Recall

Active Recall คือการดึงความรู้ออกจากหัวแทนการอ่านซ้ำไปมา แทนที่จะเปิดหนังสืออ่านรอบสอง ให้ปิดหนังสือแล้วลองถามตัวเอง
ว่าเนื้อหาที่เพิ่งอ่านพูดถึงอะไรบ้าง หรือทำแฟลชการ์ดคำถามคำตอบไว้ถามตัวเองเป็นระยะ ยิ่งพยายามนึกให้ออกด้วยตัวเองมากเท่าไร สมองก็ยิ่งสร้างเส้นทางความจำที่แข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น

เทคนิคนี้มักจับคู่กับการทวนแบบเว้นช่วงหรือ Spaced Repetition คือทบทวนเนื้อหาเดิมซ้ำในช่วงเวลาที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ
เช่น ทวนในวันถัดไป จากนั้นเว้นสามวัน แล้วค่อยเว้นหนึ่งสัปดาห์ วิธีนี้ช่วยตอกย้ำความจำให้อยู่ในหัวได้นานจนถึงวันสอบ
จึงเหมาะมากกับวิชาที่ต้องจำข้อมูลจำนวนมาก เช่น คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ตัวบทกฎหมาย หรือนิยามต่าง ๆ ใครที่อ่านแล้วลืมตลอด
ควรลองแบบนี้เป็นอันดับแรก

3. อ่านแบบตะลุยโจทย์ข้อสอบ

สำหรับคนที่เบื่อการอ่านทฤษฎียาว ๆ และเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้ลงมือทำ การตะลุยโจทย์คือทางที่ใช่ หลักการคืออ่านทฤษฎี
พอเข้าใจกรอบคร่าว ๆ แล้วกระโดดไปทำข้อสอบเก่าหรือแบบฝึกหัดทันที เมื่อเจอข้อที่ทำไม่ได้ค่อยย้อนกลับไปเปิดทฤษฎีเฉพาะจุดนั้น
การเรียนรู้ผ่านการแก้โจทย์ช่วยให้เห็นว่าเนื้อหาถูกนำมาออกสอบในรูปแบบใดบ้างจริง ๆ

ข้อดีที่ชัดเจนของแบบนี้คือทำให้คุ้นเคยกับแนวข้อสอบ รูปแบบคำถาม และการบริหารเวลาในห้องสอบ จึงเหมาะอย่างยิ่ง
กับวิชาสายคำนวณ เช่น คณิตศาสตร์และฟิสิกส์ หรือการสอบที่เน้นการประยุกต์ใช้มากกว่าท่องจำ เช่น การสอบเข้ามหาวิทยาลัย
และการสอบวัดความถนัด การทำโจทย์ย้อนหลังหลายปียังช่วยให้จับทางแนวข้อสอบได้ ทำให้เตรียมตัวได้ตรงจุด
กว่าการอ่านครอบจักรวาลไปทั้งเล่ม

4. อ่านแบบจับเวลาด้วยเทคนิค Pomodoro

ถ้าคุณเป็นคนสมาธิสั้น นั่งอ่านนาน ๆ ไม่ไหว หรือชอบผัดวันประกันพรุ่ง เทคนิค Pomodoro จะช่วยได้มาก หลักการเรียบง่ายมาก
คือแบ่งเวลาอ่านออกเป็นช่วงสั้นราว 20 นาที โฟกัสเต็มที่ในช่วงนั้น แล้วพัก 5 นาที เมื่อครบสี่รอบค่อยพักยาวสัก 15-30 นาที
ซอยเวลาแบบนี้ทำให้การเริ่มต้นอ่านไม่น่ากลัว เพราะแค่ขอโฟกัสสั้น ๆ ไม่ใช่ทั้งวัน

ข้อดีคือช่วยรักษาสมาธิให้สดใหม่อยู่เสมอ ลดอาการล้าและเบื่อหน่าย อีกทั้งการมีเส้นตายสั้น ๆ ยังกระตุ้นให้ตั้งใจมากขึ้น
ในแต่ละช่วง เทคนิคนี้ไม่ได้ผูกกับวิชาใดวิชาหนึ่ง แต่เป็นเหมือนโครงเวลาที่นำไปครอบวิธีอื่นได้ทั้งหมด
เช่น จะใช้แต่ละช่วง Pomodoro ไปตะลุยโจทย์หรือทำ Active Recall ก็ได้ จึงเหมาะกับคนที่รู้ตัวว่าปัญหาหลัก
คือเริ่มต้นยากและวอกแวกง่าย

5. อ่านแบบกลุ่มและสอนคนอื่นด้วยเทคนิค Feynman

บางคนเข้าใจเนื้อหาได้ลึกขึ้นเมื่อได้พูดคุยแลกเปลี่ยนหรืออธิบายให้คนอื่นฟัง แนวทางนี้ตอบโจทย์คนกลุ่มนั้นได้ดี หัวใจสำคัญคือเทคนิค Feynman ที่ให้ลองอธิบายเนื้อหายาก ๆ ด้วยภาษาง่ายเหมือนกำลังสอนเด็ก ถ้าอธิบายได้ลื่นแปลว่าเข้าใจจริง แต่ถ้าติดขัดตรงไหน
นั่นคือจุดที่ยังไม่แม่นและต้องกลับไปทบทวนเพิ่ม

การอ่านเป็นกลุ่มยังช่วยให้ได้มุมมองใหม่จากคนอื่นด้วย เพราะเพื่อนอาจเข้าใจบทที่เรางงและช่วยอธิบายให้กระจ่างได้
อีกทั้งการนัดอ่านด้วยกันยังสร้างวินัยและความรับผิดชอบร่วมกัน ข้อควรระวังคือกลุ่มต้องโฟกัส ไม่ใช่นัดกันมาแล้วกลายเป็นวงคุยเล่น จึงควรตั้งเป้าหมายให้ชัดในแต่ละครั้งว่าจะทบทวนบทไหน และแบ่งหน้าที่กันสรุปเนื้อหามาแลกเปลี่ยน วิธีนี้เหมาะกับคนที่ชอบเข้าสังคม
และเรียนรู้ผ่านการสื่อสาร

ตารางเปรียบเทียบ วิธีอ่านหนังสือสอบแบบไหนเหมาะกับใครบ้าง?

เพื่อให้เห็นภาพรวมของการอ่านแต่ละแบบให้ชัดขึ้นว่าเข้ากับใครบ้าง มาลองดูตารางสรุปด้านล่างนี้ แล้วเทียบกับนิสัยการเรียน
และวิชาที่ตัวเองต้องสอบ จะช่วยให้ตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้น

วิธีอ่านหนังสือสอบแบบไหนเหมาะกับใครบ้าง

อย่ามองว่าต้องเลือกแค่แบบเดียวเสมอไป เพราะในความเป็นจริงหลาย ๆ คนใช้การอ่านหลาย ๆ แบบผสมกันตามช่วงเวลา
และวิชา ตารางนี้เป็นเพียงจุดตั้งต้นให้คุณเห็นว่าแบบไหนน่าจะเข้ากับตัวเองที่สุด แล้วค่อยปรับจูนให้ลงตัวระหว่างทางและตอบโจทย์
กับตัวเองมากที่สุด

เคล็ดลับเสริมให้วิธีอ่านหนังสือสอบของคุณได้ผลยิ่งขึ้น

นอกจากเลือกรูปแบบการอ่านให้เหมาะแล้ว ยังมีปัจจัยรอบข้างอีกหลายอย่างที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปเสริมเข้า
กับวิธีที่เลือกไว้ แล้วการเตรียมสอบจะราบรื่นขึ้นอีกมาก

  • วางแผนและทำตารางอ่านหนังสือล่วงหน้า
    การมีตารางอ่านหนังสือที่ชัดเจนช่วยให้รู้ว่าแต่ละวัน
    ต้องทำอะไร ไม่ต้องเสียเวลาลังเลว่าจะเริ่มตรงไหน
    ลองแบ่งเนื้อหาทั้งหมดออกเป็นส่วนย่อยแล้วกระจาย
    ลงในปฏิทินให้พอดีกับเวลาที่เหลือ อย่าลืมเผื่อวัน
    สำหรับทบทวนและวันหยุดพักไว้ด้วย
  • ดูแลร่างกายและการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
    เพราะสมองจะเก็บความจำได้ดีในตอนที่เรานอนหลับ
    อย่างมีคุณภาพ การอดนอนเพื่ออ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ
    จึงมักได้ไม่คุ้มเสีย ควรกินอาหารให้ครบ ดื่มน้ำให้เพียงพอ
    และขยับร่างกายบ้างเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดี
  • จัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดสิ่งรบกวน เก็บโทรศัพท์ให้พ้นมือหรือปิดการแจ้งเตือนระหว่างอ่าน เลือกมุมที่เงียบ
    และมีแสงสว่างเพียงพอ สภาพแวดล้อมที่ดีช่วยให้เข้าสู่สมาธิได้เร็วขึ้นและอยู่กับเนื้อหาได้นานกว่าเดิม
  • ผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน อย่ายึดติดกับแบบใดแบบหนึ่งจนเกินไป ลองหยิบจุดเด่นของแต่ละวิธีมาใช้ร่วมกัน
    ตามสถานการณ์ เช่น ใช้เวลาช่วงเช้าที่สมองสดชื่น
    ไปทำความเข้าใจเนื้อหาใหม่ แล้วเก็บช่วงเย็นไว้ทบทวน
    ด้วยแฟลชการ์ดหรือสรุปเป็นแผนภาพ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีอ่านหนังสือสอบ

แน่นอนว่าวิธีการอ่านที่ทางเราแนะนำไปเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งในการนำไปใช้จริงได้มักมีคำถามหรือข้อสงสัยต่าง ๆ
มาด้วยเสมอ ว่าอย่างนี้ดีไหม อ่านแบบนี้แล้วต้องนานเท่าไรถึงจะดีจริง ซึ่งคำถามที่พบเจอได้บ่อยเมื่อแนะนำวิธีการอ่านหนังสือสอบ
มีดังต่อไปนี้

คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้มีกำหนดแบบตายตัว แต่อยู่ที่คุณภาพของการอ่าน อ่าน 3 ชั่วโมงแบบมีสมาธิและได้ทดสอบตัวเอง
ย่อมดีกว่าอ่าน 8 ชั่วโมงแบบเหม่อลอย แนะนำให้ตั้งเป้าเป็นเนื้อหาที่ต้องทำให้จบในแต่ละวันแทนการนับชั่วโมง และแบ่งการอ่านออก
เป็นช่วงสั้น ๆ เพื่อรักษาสมาธิให้ต่อเนื่อง

อาการลืมง่ายมักแก้ได้ด้วยการเปลี่ยนจากการอ่านผ่านตาเฉย ๆ มาเป็นการทดสอบตัวเองแบบ Active Recall ควบคู่กับการทบทวนซ้ำแบบเว้นช่วง การบังคับให้สมองดึงข้อมูลออกมาบ่อย ๆ จะช่วยย้ายความรู้เข้าสู่ความจำระยะยาวได้ดีกว่าการอ่านทวนอย่างเดียวมาก

ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ เพราะมีเวลาทบทวนแบบเว้นช่วงและไม่ต้องอัดเนื้อหาทีเดียวตอนใกล้สอบ
โดยทั่วไปการเผื่อเวลาราวหนึ่งถึงสามเดือนสำหรับการสอบใหญ่จะช่วยให้วางแผนได้สบายกว่า แต่ถ้าเหลือเวลาน้อย
ก็ควรเน้นตะลุยโจทย์และจับประเด็นที่ออกสอบบ่อยเป็นหลัก

ไม่มีแบบไหนดีกว่ากันเสมอไป ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยของแต่ละคน คนที่โฟกัสได้ดีเมื่ออยู่เงียบ ๆ อาจเหมาะกับการอ่านคนเดียว
ส่วนคนที่เข้าใจมากขึ้นเมื่อได้พูดคุยก็เหมาะกับการอ่านกลุ่ม ทางที่ดีคือผสมทั้งสองแบบ อ่านและทำความเข้าใจด้วยตัวเองก่อน
แล้วค่อยนัดกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนและทดสอบความเข้าใจ

ไม่จำเป็นเลย เพราะในความเป็นจริงแล้วการอ่านที่ผสมหลายวิธีมักได้ผลดีที่สุด เช่น ใช้ Pomodoro คุมเวลา ระหว่างนั้นก็ตะลุยโจทย์ แล้วปิดท้ายด้วยการสรุปเป็นแผนภาพความคิด สิ่งสำคัญคือลองปรับไปเรื่อย ๆ จนเจอสูตรที่เข้ากับตัวเองมากที่สุด

บทสรุป

สุดท้ายแล้วไม่มีวิธีอ่านหนังสือสอบแบบใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนเสมอไป มีเพียงวิธีที่เหมาะกับตัวคุณเองมากที่สุดเท่านั้น
เมื่อเข้าใจสไตล์การเรียนรู้ เวลาที่มี และลักษณะวิชาที่ต้องสอบ คุณก็จะเลือกแนวทางที่ใช่ได้ไม่ยาก ลองหยิบสักหนึ่งหรือสองแบบ
ไปทดลองใช้สัก 1-2 สัปดาห์ แล้วสังเกตว่าจำได้ดีขึ้นและเข้าใจมากขึ้นหรือไม่ จากนั้นค่อยปรับให้ลงตัว
การเตรียมสอบก็จะกลายเป็นเรื่องที่จัดการได้ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

หากอยากได้คำแนะนำที่เจาะจงกับเป้าหมายการสอบของตัวเอง หรือต้องการตัวช่วยวางแผนการอ่านและติวเนื้อหาอย่างเป็นระบบ สามารถทักเข้ามาพูดคุยปรึกษากับทาง Tutor Plus ได้เสมอ เพราะทางเราสามารถแนะนำและให้คำปรึกษาสำหรับผู้เรียน
ที่ต้องการติวเตอร์มาช่วยสอนหรือคอร์สเรียนพิเศษในการมาเป็นตัวช่วยสำคัญในการเรียนและการสอบสำหรับเป้าหมายในอนาคต
ของตัวเอง