คนที่กำลังจะสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก มักติดอยู่ที่คำถามเดียวกันแทบทุกคน นั่นคือตัวเองควรเริ่มต้นที่ระดับไหน
ซึ่งคำถามนี้ดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่ผลที่ตามมาไม่เล็กเลย เพราะการเลือกที่สูงเกินตัวหมายถึงค่าสมัครที่จ่ายไปโดยแทบไม่ได้อะไรกลับมา ส่วนการเลือกต่ำเกินไปก็แปลว่าต้องรออีกราวครึ่งปีกว่าจะได้ลงสนามใหม่ โดยในบทความนี้จะพาไปดูความต่างของทั้ง 5 ระดับ
แบบเห็นภาพ ตั้งแต่จำนวนคันจิ คำศัพท์ ชั่วโมงเรียนโดยประมาณ ไปจนถึงโครงสร้างข้อสอบและเกณฑ์ผ่านที่หลายคนเข้าใจผิดมาตลอด ปิดท้ายด้วยวิธีประเมินตัวเองที่ใช้ได้จริงโดยไม่ต้องเดา
ทำความรู้จักการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นและระบบแบ่งระดับทั้งห้า
การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นที่คนไทยรู้จักกันมากที่สุดคือ JLPT หรือ Japanese Language Proficiency Test
ซึ่งจัดโดยองค์กรจากญี่ปุ่นสองแห่งร่วมกัน คือเจแปนฟาวน์เดชันและสมาคมสนับสนุนการศึกษานานาชาติแห่งประเทศญี่ปุ่น
จุดประสงค์คือวัดและรับรองความสามารถทางภาษาของผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาแม่ ข้อสอบทั้งหมดเป็นแบบเลือกตอบ
ไม่มีส่วนของการพูดและการเขียนเรียงความ จึงเป็นการวัดความเข้าใจเป็นหลัก
สิ่งแรกที่ต้องจำให้แม่นคือทิศทางของตัวเลข เพราะเป็นจุดที่มือใหม่เข้าใจสลับกันบ่อยที่สุด หลักง่ายคือตัวเลขยิ่งมากยิ่งง่าย
N5 คือระดับเริ่มต้นสำหรับคนที่เพิ่งเรียนได้ไม่นาน ไล่ขึ้นไปทีละขั้นจนถึง N1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการสอบ
นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเชิงปฏิบัติอีกไม่กี่ข้อที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจสมัคร
- รอบสอบและวันสอบ จัดปีละสองรอบ ในเดือนกรกฎาคม
และเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม บางเมืองในต่างประเทศ
เปิดสอบเพียงรอบเดียวต่อปี ก่อนวางแผนจึงควรตรวจสอบกับศูนย์สอบในไทยว่ารอบที่ต้องการเปิดรับสมัครหรือไม่ - การเลือกระดับ ไม่มีข้อบังคับให้สอบไล่ตามลำดับ
ผู้สมัครเลือกลงระดับใดก็ได้ตั้งแต่ครั้งแรก
แต่ในหนึ่งรอบสอบจะสมัครได้เพียงหนึ่งระดับเท่านั้น
การเลือกผิดจึงหมายถึงการเสียโอกาสทั้งรอบไปเลย
- อายุของใบรับรอง ผลสอบไม่มีวันหมดอายุ
ใบที่ได้มาเมื่อหลายปีก่อนยังใช้ยื่นได้ตามปกติ
แต่ในทางปฏิบัติ ฝ่ายบุคคลบางแห่งจะดูปีที่สอบประกอบด้วย หากทิ้งภาษาไปนานอาจถูกถามย้ำเรื่องความสามารถในปัจจุบัน - การประกาศผล ผลจะประกาศหลังวันสอบประมาณสองเดือน โดยตรวจสอบทางออนไลน์ได้ก่อนที่เอกสารตัวจริงจะส่งถึงมือ ผู้ที่ขาดสอบวิชาใดวิชาหนึ่งจะถือว่าไม่ผ่านทันที
และจะไม่ได้รับคะแนนของวิชาอื่นด้วย
ตารางเทียบระดับของการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น ทั้งคันจิ คำศัพท์
และชั่วโมงเรียน
วิธีที่เร็วที่สุดที่จะเห็นความต่างของการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นในแต่ละระดับ คือดูจากปริมาณสิ่งที่ต้องรู้ควบคู่กับเวลาที่ต้องลงทุน ตารางด้านล่างรวมตัวเลขที่ผู้เตรียมตัวใช้อ้างอิงกันได้แบบคร่าว ๆ

ตัวเลขในตารางควรอ่านแบบเข้าใจที่มา หลังการปรับรูปแบบข้อสอบครั้งใหญ่ในปี 2010 ผู้จัดสอบไม่ได้ประกาศรายการคันจิ
และคำศัพท์อย่างเป็นทางการอีกต่อไป ตัวเลขที่เห็นกันทั่วไปจึงมาจากการรวบรวมของสำนักพิมพ์และผู้สอน
ส่วนชั่วโมงเรียนสะสมมาจากผลสำรวจผู้สอบจริงซึ่งกระจายตัวกว้างมาก ผู้เรียนที่มีพื้นฐานคันจิจากภาษาจีนมักใช้เวลาน้อยกว่า
เห็นได้ชัด ให้ใช้ตัวเลขเหล่านี้เป็นแค่แนวทาง ไม่ใช่เส้นตายกำหนดว่าต้องไปถึงให้ได้
N5 ระดับเริ่มต้นสำหรับคนที่เพิ่งวางรากฐาน
ระดับนี้วัดว่าอ่านฮิรางานะและคาตากานะได้คล่องหรือยัง
เข้าใจประโยคพื้นฐานที่ใช้ทุกวัน และฟังบทสนทนาสั้น
ที่พูดช้ากว่าปกติได้หรือไม่ คนที่อยู่ระดับนี้ส่วนใหญ่มักเริ่มเรียน
มาราว 3-6 เดือน หรือเรียนตำราเริ่มต้นเล่มแรก
ไปได้ประมาณครึ่งเล่ม คุณค่าที่แท้จริงของ N5
อยู่ที่การสร้างวินัยและใช้วัดความก้าวหน้าของตัวเอง
มากกว่าการนำใบรับรองไปยื่นสมัครงาน
เพราะยังไม่เพียงพอสำหรับงานที่ต้องสื่อสาร
เป็นภาษาญี่ปุ่นจริง
N4 ระดับที่สื่อสารในชีวิตประจำวันได้
N4 ขยับขึ้นมาสู่การใช้งานจริงมากขึ้น ผู้ที่ผ่านระดับนี้
จะสั่งอาหาร ถามทาง เล่าเรื่องที่ทำเมื่อวาน และคุยเรื่องใกล้ตัว
กับคนญี่ปุ่นได้พอสมควร อ่านข้อความสั้นที่เขียนด้วยคำง่าย
ได้เข้าใจ คนที่อยู่ระดับนี้มักเรียนตำราเริ่มต้นจบครบสองเล่ม
N4 เริ่มมีน้ำหนักในบางบริบท เช่น งานบริการหรือสายการผลิต
ที่ต้องการการสื่อสารพื้นฐาน รวมถึงเป็นเกณฑ์ภาษา
ของวีซ่าทำงานบางประเภท แต่สำหรับงานออฟฟิศทั่วไป
ยังถือว่าไม่พออยู่ดี
N3 สะพานเชื่อมสู่การใช้งานจริง
N3 คือระดับหัวเลี้ยวหัวต่อของการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น
ผู้ที่ผ่านจะอ่านข่าวหัวข้อทั่วไปได้พอเข้าใจใจความ ฟังบทสนทนาความเร็วปกติได้ถ้าเนื้อหาไม่ซับซ้อน และรับคำสั่งกับรายงานสั้น
ในที่ทำงานได้ ระดับนี้เริ่มมีบริษัทเปิดรับ โดยเฉพาะตำแหน่งที่ตั้งใจรับคนมาพัฒนาต่อในระยะยาว หลายคนจึงมองว่า N3
คือด่านแรกที่ใบรับรองเริ่มพูดแทนตัวเองได้บ้างแล้ว
N2 ระดับที่บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่มองหา
N2 เป็นเป้าหมายยอดนิยมของคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่น
เพื่อการทำงาน ผู้ที่ผ่านระดับนี้อ่านหนังสือพิมพ์
และบทความออนไลน์ได้เข้าใจใจความ ฟังข่าวที่พูด
ด้วยความเร็วปกติ และเข้าประชุมโดยตามเนื้อหาได้
ประกาศรับสมัครงานของบริษัทญี่ปุ่นระบุถึงระดับนี้บ่อยที่สุด
อีกทั้งยังเป็นเกณฑ์ที่หลายมหาวิทยาลัยใช้พิจารณา
ผู้สมัครเรียนต่อ ถ้าเป้าหมายปลายทางคืองาน
หรือการศึกษาต่อ N2 คือหมุดหมายที่ควรวางแผนไปให้ถึง
N1 ระดับที่เข้าใกล้เจ้าของภาษา
N1 คือระดับสูงสุด วัดความสามารถในการอ่านบทความวิชาการ บทวิเคราะห์ และงานเขียนที่ใช้สำนวนซับซ้อน
รวมถึงการจับความหมายแฝงที่ผู้เขียนไม่ได้บอกตรง ๆ ระดับนี้จำเป็นสำหรับงานล่าม งานแปล และการเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษา
บางสาขา ความยากของ N1 ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณคำศัพท์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความละเอียดของการตีความ
ผู้เรียนหลายคนจึงใช้เวลาอยู่กับระดับนี้นานกว่าที่คาดไว้ เพราะเป็นระดับภาษาที่คนญี่ปุ่นบางคนยังเข้าไม่ถึงด้วยเช่นกัน
ช่องว่างระหว่างระดับของการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นที่ตัวเลขไม่ได้บอก
ถ้าดูเฉพาะตัวเลขในตาราง จะรู้สึกว่าแต่ละระดับห่างกันเท่ากันเป็นขั้นบันไดสวยงาม แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่แบบนั้นเลย
ระยะห่างระหว่างบางระดับกว้างกว่าที่ตัวเลขบอกอยู่หลายเท่า และนี่คือสาเหตุหลักที่ผู้เรียนจำนวนไม่น้อยประเมินตัวเองพลาด
ทั้งที่คำนวณชั่วโมงเรียนมาอย่างดีแล้ว
- ช่วง N5 ไปสู่ N4 ถือว่าต่อเนื่องกันมากที่สุด เพราะเนื้อหาเป็นการต่อยอดจากรากฐานเดิมโดยตรง คำศัพท์และไวยากรณ์ที่เพิ่มขึ้น
ยังอยู่ในขอบเขตชีวิตประจำวัน คนที่ผ่าน N5 มาแบบสบายมักใช้เวลาอีกไม่กี่เดือนก็พร้อมลงสนาม N4 ช่วงนี้จึงแทบไม่มีใครสะดุด - ช่วงที่ต้องระวังที่สุดคือ N4 ไปสู่ N3 บนกระดาษคันจิเพิ่มขึ้นราว 350 ตัว ฟังดูไม่มากนัก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจริงคือรูปแบบ
ของข้อสอบ บทอ่านยาวขึ้นแบบก้าวกระโดด จากข้อความไม่กี่บรรทัดกลายเป็นบทความเต็มหน้า ส่วนพาร์ทฟังก็ไม่มีการพูดช้า
ให้อีกต่อไป ปัญหาที่พบซ้ำแล้วซ้ำอีกในห้องติวจึงไม่ใช่การไม่รู้ศัพท์ แต่คือทำไม่ทันเวลา ผู้เรียนหลายคนแปลได้เกือบทุกประโยค
ถ้าให้เวลาไม่จำกัด แต่พอจับเวลาจริงกลับทำไม่ถึงครึ่ง นี่คือจุดที่ต้องเปลี่ยนวิธีฝึก จากการเรียนให้เข้าใจ มาเป็นการฝึกให้เร็วพอ - อีกช่วงที่กระโดดคือ N3 ไปสู่ N2 เพราะเริ่มเจอภาษาแบบข่าวและสำนวนทางการที่ไม่ค่อยโผล่มาในบทสนทนาทั่วไป คำศัพท์จำนวนมากเป็นคำที่ใช้ในเอกสารและงานเขียน ไม่ใช่คำที่ได้ยินจากซีรีส์หรืออนิเมะ ผู้เรียนที่ผ่าน N3 ด้วยการดูสื่อบันเทิงเป็นหลัก
จึงมักสะดุดตรงนี้ และต้องปรับวิธีเรียนใหม่ให้อ่านของจริงมากขึ้น - ส่วน N2 ไปสู่ N1 ต่างกันที่ความลึกมากกว่าปริมาณ ข้อสอบไม่ได้ถามแค่ว่าเข้าใจเนื้อความหรือไม่ แต่ถามถึงน้ำเสียง
และเจตนาของผู้เขียนด้วย สรุปแล้วอย่าใช้จำนวนคันจิเป็นเครื่องตัดสินเพียงอย่างเดียว ให้ดูรูปแบบข้อสอบ
และความเร็วที่ต้องใช้ประกอบเสมอ
หากรู้สึกว่าติดอยู่ตรงรอยต่อระหว่าง N4 กับ N3 มานานโดยไม่ขยับ ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่ความขยันอย่างเดียวก็ได้
แต่อาจอยู่ที่วิธีฝึกที่ยังไม่ตรงจุด การปรึกษาผู้สอนเพื่อวางแผนใหม่สักครั้งมักช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่าการทบทวนซ้ำด้วยวิธีเดิม
โครงสร้างข้อสอบและเกณฑ์ผ่านของการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นที่ควรรู้
เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างข้อสอบรวมไปถึงเกณฑ์ผ่านของการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นในแต่ระดับ ทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูลคร่าว ๆ
ที่ควรรู้ไว้ให้แล้ว
วิชาสอบและเวลาสอบของแต่ละระดับ
แต่ละระดับมีจำนวนวิชาและเวลาสอบไม่เท่ากัน ระดับต้นจะแยกวิชาย่อยมากกว่า ส่วนระดับสูงจะรวบวิชาเข้าด้วยกัน
แล้วให้เวลายาวขึ้นในคราวเดียว รายละเอียดเป็นดังนี้

ข้อสังเกตที่คนมองข้ามคือ ระดับยิ่งสูง เวลาสอบยิ่งยาวและยิ่งรวบวิชา หมายความว่าต้องรักษาสมาธิต่อเนื่องนานขึ้นด้วย
ผู้เรียนที่ฝึกทำโจทย์ทีละส่วนเสมอ พอเจอข้อสอบจริงที่ต้องนั่งยาวร่วม 2 ชั่วโมงจึงมักหมดแรงกลางทาง การซ้อมทำข้อสอบเต็มชุด
โดยจับเวลาจริงอย่างน้อย 2-3 ครั้งก่อนวันสอบ จึงเป็นการเตรียมตัวที่คุ้มค่ามาก
ทำไมคะแนนรวมถึงเกณฑ์แล้วยังไม่ผ่าน
นี่คือเรื่องที่สร้างความงุนงงให้ผู้สอบมากที่สุด คำตอบคือการตัดสินผลสอบมักใช้เงื่อนไข 2 ชั้นพร้อมกัน
ชั้นแรกคือคะแนนรวมต้องถึงเกณฑ์ ชั้นที่สองคือคะแนนของแต่ละส่วนต้องผ่านคะแนนขั้นต่ำด้วย ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ถึงขั้นต่ำ
ต่อให้คะแนนรวมสูงแค่ไหนก็ถือว่าไม่ผ่านทันที
- คะแนนรวมเต็ม 180 คะแนนทุกระดับ โดยเกณฑ์ผ่านต่างกันไป N1 ต้องได้ 100 คะแนน N2 ต้องได้ 90 คะแนน N3 ต้องได้ 95 คะแนน N4 ต้องได้ 90 คะแนน และ N5
ต้องได้ 80 คะแนน - ระดับ N1 N2 และ N3 แบ่งคะแนนออกเป็น 3 ส่วน คือความรู้ทางภาษา การอ่าน และการฟัง ส่วนละ 0 ถึง 60 คะแนน แต่ละส่วนต้องได้อย่างน้อย 19 คะแนน
- ระดับ N4 และ N5 แบ่งคะแนนเป็น 2 ส่วน คือความรู้
ทางภาษารวมกับการอ่าน 0 ถึง 120 คะแนน
ต้องได้อย่างน้อย 38 คะแนน และการฟัง 0 ถึง 60 คะแนน ต้องได้อย่างน้อย 19 คะแนน
เคสที่เจอบ่อยที่สุดคือผู้สอบที่ทุ่มเวลาให้คันจิและไวยากรณ์จนคะแนน 2 ส่วนแรกสวยงาม แต่ละเลยการฟังจนได้ไม่ถึงขั้นต่ำ
ผลคือตกทั้งที่คะแนนรวมดูดีมาก บทเรียนจากตรงนี้ชัดเจน อย่าเทน้ำหนักไปที่ส่วนที่ตัวเองถนัดจนทิ้งส่วนที่อ่อน
เพราะเกณฑ์ขั้นต่ำไม่สนใจว่าคะแนนรวมจะสูงเพียงใด
อีกข้อที่น่าสนใจคือเกณฑ์ผ่านของ N3 ตั้งไว้ที่ 95 คะแนน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ของ N2 ที่ตั้งไว้ 90 คะแนน ไม่ได้แปลว่า N3 ยากกว่า N2 แต่สะท้อนว่าข้อสอบ N3 ออกแบบให้ผู้ที่พร้อมจริงทำคะแนนได้ค่อนข้างสูง การเข้าห้องสอบ N3 ด้วยความรู้แบบครึ่งกลาง
จึงเสี่ยงกว่าที่หลายคนคิด
แล้วเราควรเริ่มสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นที่ระดับไหนดี
คำถามที่สำคัญคือ “ควรเริ่มสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นที่ระดับไหนดี” ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับคนที่ฝึกเรียนภาษาญี่ปุ่นมาด้วยตัวเอง
แล้วก็จะสงสัยตัวเอง ดังนั้นเพื่อให้ไขคำตอบของคำถามนี้ได้ เราได้ลองลิสต์ข้อมูลไว้ให้แล้ว
ประเมินจากพื้นฐานที่มีอยู่ตอนนี้ก่อน
วิธีแรกคือดูจากสิ่งที่เรียนมาแล้วจริงก่อนว่าเป็นอย่างไร ไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจจะเรียนให้ทันก่อนวันสอบ ซึ่งตารางด้านล่างเป็นแนวเปรียบเทียบที่ใช้ได้กับผู้เรียนส่วนใหญ่

โดยในตารางนี้เป็นเพียงแนวเทียบคร่าว ๆ ผู้เรียนที่ทุ่มเวลาแบบเข้มข้นอาจขยับไปได้เร็วกว่าที่ระบุไว้ ขณะที่คนเรียนแบบสัปดาห์ละครั้งอาจต้องใช้เวลานานกว่าปกติ สิ่งสำคัญคือให้ประเมินจากผลลัพธ์ที่ทำได้จริงก่อน ไม่ใช่จากจำนวนเดือนที่ลงทะเบียนเรียนไป
ประเมินจากเป้าหมายที่จะใช้ใบรับรอง
อีกด้านที่ต้องคิดควบคู่กันคือจะเอาใบรับรองไปทำอะไร เรื่องนี้ต้องพูดกันตามความเป็นจริง เพราะถ้าเป้าหมายคือการสมัครงาน
ใบ N5 และ N4 แทบไม่มีน้ำหนักในสายตาฝ่ายบุคคลของบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ เพราะเกณฑ์ที่ระบุในประกาศรับสมัครมักเริ่มที่ N2
ผู้ที่มีพื้นฐานพอสมควรและมีเวลาเตรียมตัวสักหนึ่งปี จึงอาจคุ้มกว่าถ้าตั้งเป้าไปที่ N2 เลย แทนที่จะไล่สอบทีละขั้นและเสียทั้งค่าสมัคร
กับเวลาไปหลายรอบ
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าระดับต้น ๆ อย่าง N5 / N4 ไม่มีค่า สำหรับคนที่เรียนด้วยตัวเองและต้องการเป้าหมายระยะสั้นมาคอยกระตุ้น
การสอบ N5 / N4 ช่วยสร้างวินัยและให้ภาพความก้าวหน้าที่ชัดเจน ซึ่งมีผลต่อการเรียนระยะยาวมากกว่าที่คิด
กุญแจอยู่ที่การรู้ว่าตัวเองสอบไปเพื่ออะไร ระหว่างเอาไว้ใช้ยื่นจริงกับเอาไว้วัดตัวเอง
เมื่อพอเห็นระดับที่น่าจะใช่แล้ว ยังมีอีกหนึ่งขั้นตอนที่ควรทำก่อนสมัคร นั่นคือหาข้อสอบเก่าของระดับนั้นมาทำโดยจับเวลาจริง
ตั้งแต่ต้นจนจบ ถ้าทำได้ราว 60-70% ขึ้นไป แปลว่าอยู่ในระยะที่พัฒนาต่ออีกไม่กี่เดือนก็ไปถึงได้ แต่ถ้าได้ต่ำกว่านั้นมาก
การถอยลงมาหนึ่งระดับแล้วเก็บใบรับรองไว้ก่อน มักเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่าการฝืนสมัครระดับที่สูงเกินตัว
วิธีนี้แม่นยำกว่าการเดาจากจำนวนชั่วโมงเรียนอย่างเทียบกันไม่ติด
หากลองทำข้อสอบเก่าแล้วยังไม่แน่ใจว่าคะแนนที่ได้สะท้อนระดับใด การให้ผู้สอนช่วยประเมินผลและวางแผนเตรียมตัว
ให้เหมาะกับเวลาที่เหลือ จะช่วยให้ตัดสินใจได้ชัดขึ้นมาก และลดโอกาสเสียรอบสอบไปโดยเปล่าประโยชน์ได้ด้วยเช่นกัน
บทสรุป
การเลือกสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นในระดับที่เหมาะกับตัวเองไม่ใช่เรื่องของความมั่นใจหรือความกล้า
แต่เป็นเรื่องของข้อมูล 3 สิ่งที่ควรจำไว้คือ ระยะห่างระหว่างแต่ละระดับไม่เท่ากัน โดยเฉพาะรอยต่อ N4 ไปสู่ N3
ที่กว้างกว่าที่ตัวเลขบอก การตัดสินผลใช้ทั้งคะแนนรวมและคะแนนขั้นต่ำรายส่วน จึงต้องดูแลทุกพาร์ทให้สมดุล
และการทดลองทำข้อสอบเก่าโดยจับเวลาจริง เมื่อวางแผนจาก 3 ข้อนี้ การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นจะกลายเป็นเป้าหมาย
ที่พอคาดเดาได้ ไม่ใช่การเสี่ยงดวงอีกต่อไป
หากยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ตรงจุดไหน หรืออยากได้แผนเตรียมตัวที่พอดีกับเวลาที่เหลือก่อนรอบสอบถัดไป สามารถติดต่อเข้ามาพูดคุยกับทาง Tutor Plus เพื่อขอคำแนะนำได้ ทางเรายินดีช่วยประเมินระดับและวางแนวทางให้ตรงกับเป้าหมายของแต่ละคนได้

