เด็กเรียนคณิตไม่รู้เรื่อง? 5 สัญญาณที่บอกว่าควรหาติวเตอร์สอนเรียนคณิตศาสตร์ด่วน

สอนเรียนคณิตศาสตร์

ภาพคุ้นตาของหลายบ้าน – เด็กนั่งหน้าสมุดการบ้านคณิตมาเป็นชั่วโมง โจทย์ข้อแรกยังไม่ขยับ ไปไหนเพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง

พอถามว่า “ติดตรงไหน” ก็ตอบว่าได้แค่ว่า “ไม่รู้” แล้วเงียบไปเลย บางบ้านหรือบางครอบครัวเจอปัญหาที่หนักกว่านั้นคือเด็กร้องไห้

บางบ้านจบที่ทะเลาะกันทุกคืนเพียงเพราะเรื่องการเรียนคณิตศาสตร์

ซึ่งปัญหาเหล่านี้พบได้บ่อยกว่าที่หลาย ๆ คนคิด และส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะเด็กไม่ฉลาด แต่เป็นเพราะคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ถ้าพลาดจังหวะไปแค่นิดเดียวก็เกิดปัญหาตามมากมาย ทั้งการตามเรียนไม่ทัน พื้นฐานคณิตศาสตร์ไม่แน่นพอจะไปใช้แก้โจทย์

คำถามสำคัญคือ จะรู้ได้ยังไงว่าถึงเวลาที่ต้องหาตัวช่วยอย่างการเรียนพิเศษ / ติวเตอร์มาสอนส่วนตัว

โดยบทความนี้จะพาไปดู 5 สัญญาณที่บอกชัดว่าเด็กต้องการติวเตอร์สอนเรียนคณิตศาสตร์ด่วน

ก่อนที่ปัญหาจะใหญ่เกินกว่าจะแก้ได้ในภายหลัง

ทำไมเด็กถึงเรียนคณิตไม่รู้เรื่องกันเป็นส่วนมาก

คณิตศาสตร์ต่างจากวิชาอื่นตรงที่มัน “ต่อยอด” บทใหม่สร้างทับบทเก่าตลอดเวลา ถ้าเด็กพลาดเรื่องเศษส่วนตอน ป.5 พอขึ้น ม.1

เจอเรื่องอัตราส่วนก็จะงงทันที พอขึ้น ม.2 เรื่องสมการ เจอเศษส่วนอีกครั้งก็จะยิ่งงงเข้าไปอีก ซึ่งปัญหาเหล่านี้มันมักจะสะสมแบบไม่รู้ตัว และพอเด็กรู้สึกว่าตามไม่ทัน ก็มักจะถอดใจไปก่อนที่ครูจะรู้ว่าเขาตกหล่นตรงไหนไปแล้ว

อีกเหตุผลที่หลายคนมองข้าม คือวิธีสอนในห้องเรียนทั่วไปนั่นออกแบบมาเพื่อเด็ก 30-40 คนพร้อมกัน

ครูไม่สามารถปรับจังหวะให้เด็กทุกคนได้แบบตัวต่อตัว บางคนต้องการเวลามากกว่า บางคนต้องการคำอธิบายแบบเห็นภาพ

ไม่ใช่แค่สูตร พอวิธีสอนไม่ตรงกับสไตล์การเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน ก็เหมือนพูดคนละภาษากันจนทำให้เรียนไม่รู้เรื่อง

สุดท้ายคือเรื่องของทัศนคติ เมื่อเด็กรู้สึกว่าทำไม่ได้ซ้ำ ๆ สมองจะเริ่มสร้างกำแพงบางอย่างขึ้นมา พอเปิดหนังสือคณิตก็เครียดทันที ไม่ใช่เพราะโจทย์ยากเกิน แต่เพราะร่างกายจำได้ว่าวิชานี้คือความทรมานรูปแบบหนึ่ง ตรงนี้คือจุดที่อันตรายที่สุด

เพราะเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากกว่าการสอนเนื้อหาธรรมดาเสียอีก

ติวเตอร์สอนเรียนคณิตศาสตร์ด่วน

5 สัญญาณที่บอกว่าเด็กต้องการติวเตอร์สอนเรียนคณิตศาสตร์ด่วน

พอเข้าใจสาเหตุแล้ว ทีนี้มาดูกันว่ามีสัญญาณอะไรบ้างที่บอกได้ชัดว่าเด็กกำลังต้องการตัวช่วย

ซึ่งสัญญาณทั้ง 5 ข้อต่อไปนี้รวบรวมจากปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในเด็กที่เรียนคณิตไม่รู้เรื่อง ไม่จำเป็นต้องครบทุกข้อ

ถึงจะน่าเป็นห่วง แค่เห็น 1-2 ข้อต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็ถือเป็นจังหวะที่ควรเริ่มมองหาติวเตอร์อย่างจริงจังแล้ว

สัญญาณที่ 1 – คะแนนตกต่อเนื่อง 2-3 ครั้งติด

คะแนนสอบครั้งเดียวอาจมีสาเหตุผลมาจากการนอนน้อยก็ได้ หรือทำข้อสอบไม่ทันเพราะไม่ได้ฝึกมามากพอ

แต่ถ้าคะแนนลดลงต่อเนื่อง 2-3 ครั้งติด นั่นไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน ถ้าเกิดสัญญาณนี้ขึ้น

แปลว่ามีช่องว่างความรู้บางอย่างที่เด็กตามไม่ทัน และยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไร ช่องว่างนั้นจะยิ่งกว้างมากขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่ผู้ปกครองควรทำคือดูว่าคะแนนตกในเรื่องอะไร ถ้าเป็นบทใหม่ทั้งหมด ก็อาจจะแค่ต้องการเวลาปรับตัวให้เข้ากับบทเรียน

แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เคยเรียนมาแล้ว แสดงว่าพื้นฐานเริ่มหายไป ตรงนี้คือสัญญาณที่ชัดที่สุด

ว่าต้องเริ่มหาตัวช่วยให้มาสอนเรียนคณิตศาสตร์โดยด่วน

สัญญาณที่ 2 – เด็กบอกว่า “ไม่ชอบเลข” หรือ “เกลียดคณิต” บ่อยขึ้น

คำพูดของเด็กบอกอะไรได้เยอะกว่าที่คิด ถ้าเริ่มได้ยินประโยคแบบ “หนูเรียนเลขไม่ได้หรอก” “ไม่ใช่ตัวเลขของหนู” “โง่เลขมาตั้งแต่เกิด” บ่อย ๆ อย่ามองข้ามเพียงเพราะคิดว่าพวกเขาไม่ชอบเท่านั้น แต่คำพูดเหล่านี้คือสัญญาณว่าทัศนคติในการเรียนคณิตเริ่มเปลี่ยนไป

ในทางลบที่จะส่งผลกระทบในอนาคตแล้ว

ปัญหาคือเมื่อเด็กเชื่อว่าตัวเองทำไม่ได้ไปแล้ว และพวกเขาจะหยุดพยายามในการเรียนคณิตไปเลย และเมื่อหยุดพยายามไปแล้ว

ก็จะทำไม่ได้จริง ๆ กลายเป็นวงจรที่ยากจะออกหรือแก้ไขไปในทันที การหาคนช่วยตั้งแต่ตรงนี้ จะง่ายกว่าการรอให้เด็กล้มเหลวจริง ๆ แล้วค่อยมาแก้ทีหลังหลายเท่า

สัญญาณที่ 3 – ทำการบ้านคณิตนานผิดปกติ หรือไม่กล้าเริ่มทำ

ถ้าการบ้านคณิต 10 ข้อใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง หรือผัดวันประกันพรุ่งทุกครั้งที่ต้องทำ นั่นไม่ใช่เพราะเด็กขี้เกียจ

แต่อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่รู้จะเริ่มยังไงในการทำโจทย์คณิตศาสตร์ตังหาก

เด็กที่เข้าใจเนื้อหาเรียนดี จะอ่านโจทย์แล้วเริ่มลงมือทันที แม้จะตอบผิดไปบ้างก็ยังกล้าทำกล้าลอง

แต่เด็กที่ไม่เข้าใจอะไรเลยจะนั่งจ้องโจทย์ไปเรื่อย ๆ เพราะกลัวว่าทำผิดแล้วจะโดนว่า หรือมีความรู้สึกว่าทำไม่ได้แน่ ๆ

ตรงนี้เองที่ผู้ปกครองแต่ละบ้านต้องสังเกตให้ดี เพราะหลาย ๆ บ้านเข้าใจผิดคิดว่าเด็กแค่อู้ไม่อยากทำการบ้าน

ทั้งที่จริง ๆ คือเขาอยากทำการบ้านให้ได้ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มในการทำการบ้านคณิตศาสตร์อย่างไร

สัญญาณที่ 4 – ตอบไม่ได้แม้กับโจทย์พื้นฐานที่เคยทำได้

ลองให้เด็กทำโจทย์คณิตแบบง่าย ๆ ที่ผ่านมาแล้วเมื่อปีก่อนดู เช่น คูณ-หารทศนิยม

หรือบวก-ลบเศษส่วน ถ้าทำไม่ได้ หรือต้องคิดนานผิดปกติ แปลว่าความรู้พื้นฐานเริ่มหลุดหรือไม่แน่นพอแล้ว

ซึ่งนี่เป็นสัญญาณที่อันตรายมากในการเรียน เพราะคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องใช้พื้นฐานเก่าตลอด

ถ้าพื้นฐานเหล่านี้หายไปหรือไม่แน่นพอ การที่จะต้องเรียนสิ่งใหม่ ๆ ก็จะเป็นไปได้ยากเลย

โดยการมีติวเตอร์ที่ดีจะช่วยกลับไปอุดช่องว่างในส่วนนี้ก่อนได้ เพราะพวกเขาไม่ใช่แค่สอนตามบทเรียนปัจจุบัน

แต่พวกเขาจะจัดการเรียนให้เข้ากับความรู้ของคุณ

สัญญาณที่ 5 – ผู้ปกครองสอนเองแล้วทะเลาะกันทุกครั้ง

หลายบ้านเริ่มจากการตั้งใจสอนเด็กเอง แต่ลงเอยด้วยการตะโกนใส่กัน ทะเลาะกับเด็กเองจนเด็กร้องไห้ พ่อแม่หงุดหงิด

แล้วก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรกันเลย ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่แค่ใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์

พ่อแม่-เด็กว่าอาจจะไม่เหมาะกับบทบาทครู-นักเรียนจริง ๆ

โดยส่วนใหญ่แล้วเด็กมักกลัวทำให้พ่อแม่ผิดหวังมากกว่ากลัวทำผิด พอเริ่มไม่เข้าใจ พวกเขาจะแกล้งทำเป็นเข้าใจไปก่อน

หรือไม่ก็ปิดตัวเองไปเลย ทำให้การสอนดูเป็นไปได้ยากเข้าไปอีก ซึ่งในอีกด้านติวเตอร์ที่เป็นบุคคลที่สามจะตัดอารมณ์ตรงนี้ออกไปได้

และเด็กกล้าถามมากกว่า (ถ้าบรรยากาศของติวเตอร์ – สไตล์การสอนเป็นในรูปแบบนั้น)

ถ้าปล่อยให้เด็กเรียนไม่รู้เรียนไว้ไม่แก้จะเกิดอะไรขึ้น?

ผลกระทบระยะสั้นที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือเกรดตกแน่ ๆ ความมั่นใจในการเรียนก็หายไป และความสัมพันธ์ในบ้านก็จะดูเครียดมากขึ้นขึ้น

แต่ในอีกด้านผลกระทบระยะยาวอันตรายกว่านั้นมาก เพราะคณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่วิชาในโรงเรียน มันคือประตูสู่คณะและสายอาชีพในอนาคต ทั้งวิศวกรรม แพทย์ บริหาร เศรษฐศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนต้องใช้คณิตเป็นพื้นฐาน

เด็กที่ทิ้งคณิตไปตั้งแต่ช่วงแรก ๆ อย่างมัธยมต้น จะตัดทางเลือกตัวเองไปครึ่งหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

และยิ่งแก้ช้า ยิ่งยากที่จะกลับมาได้เช่นกัน

ติวเตอร์ที่ดีช่วยอะไรได้บ้าง และจะเลือกยังไงให้ตอบโจทย์
การสอนเรียนคณิตศาสตร์

ติวเตอร์ที่ดีไม่ใช่แค่คน “เก่งเลข” แต่คือคนที่อ่านเด็กหรือผู้เรียนออกว่าติดตรงไหน และปรับวิธีสอนให้ตรงกับสไตล์การเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนได้จริง บางคนเข้าใจเร็วเมื่อเห็นภาพประกอบการเรียน บางคนต้องการตัวอย่างเยอะ ๆ เพื่อซ้ำในจุดที่ไม่เข้าใจ

บางคนชอบให้สรุปเป็นสูตรสั้น ๆ เพื่อเป็นทางลัดในการเรียน ติวเตอร์มืออาชีพจะรู้ว่าใช้วิธีไหนกับใคร

นอกจากนี้ ติวเตอร์ที่ดียังช่วยกลับไปอุดช่องว่างความรู้ที่ขาดไปได้ ไม่ใช่แค่สอนตามที่โรงเรียนกำลังเรียนกันอยู่

เพราะพวกเขารู้ว่าถ้าพื้นฐานยังไม่แน่นพอ สอนยังไงก็ไม่ติด และที่สำคัญที่สุดกับการเรียนติวเตอร์

คือการช่วยสร้างทัศนคติบวกกับวิชา ทำให้เด็กกลับมารู้สึกว่าทำได้อีกครั้ง

ส่วนวิธีเลือกติวเตอร์ให้ได้ผลจริง เริ่มจะดูที่ประสบการณ์และวิธีการสอนเป็นหลัก ไม่ใช่แค่สถาบันที่จบ

ติวเตอร์ที่ดีจะมีการประเมินจุดอ่อนของเด็กก่อนเริ่มเรียนเสมอ ไม่ใช่สอนตามคอร์สสำเร็จรูป รูปแบบการเรียนตัวต่อตัว

หรือกลุ่มเล็กจะได้ผลกว่ากลุ่มใหญ่เสมอ เพราะติวเตอร์ดูแลได้ทั่วถึง และก่อนตัดสินใจจ้างติวเตอร์มาสอนเรียนพิเศษใด ๆ

ลองหารีวิวจากผู้ปกครองคนอื่น หรือขอทดลองเรียนก่อนสักครั้ง

ทำไมต้องเลือกหาติวเตอร์สอนเรียนคณิตศาสตร์ด่วนกับ Tutorplus

Tutorplus คัดเลือกติวเตอร์ผู้มีประสบการณ์สอนคณิตศาสตร์ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ประถมจนถึงเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

ทุกคอร์สเริ่มต้นด้วยการประเมินจุดอ่อนของนักเรียนก่อน เพื่อให้แผนการสอนตรงกับสิ่งที่เด็กต้องการจริง ๆ

ไม่ใช่สอนตามตำราอย่างเดียว

จุดเด่นของการเรียนพิเศษกับติวเตอร์ส่วนใหญ่คือ การเรียนแบบตัวต่อตัว ทั้งออนไลน์และออนไซต์ เลือกได้ตามความสะดวก

ติวเตอร์จะติดตามผลการเรียนของเด็กตลอดคอร์ส และรายงานความก้าวหน้าให้ผู้ปกครองรู้เป็นระยะ ๆ

ผู้ปกครองหลายท่านที่เคยใช้บริการสะท้อนว่าเด็กเริ่มกล้าทำการบ้านคณิตเอง คะแนนสอบดีขึ้นภายใน 1-2 เดือน

และที่สำคัญคือทัศนคติต่อวิชาเปลี่ยนไปในทางที่ดี

สนใจให้เด็กได้ลองเรียนกับติวเตอร์ที่ใช่ Tutorplus มีบริการปรึกษาฟรีและทดลองเรียนก่อนตัดสินใจ

ติดต่อทีมงานเพื่อประเมินความต้องการของเด็กแต่ละคนได้เลย

บทสรุป

5 สัญญาณที่กล่าวมา – คะแนนตกต่อเนื่อง พูดเกลียดวิชาคณิตบ่อยขึ้น ทำการบ้านนานผิดปกติ ลืมพื้นฐานเก่า

และสอนเองแล้วทะเลาะกันเอง – ถ้าเด็กมีอย่างน้อย 1-2 ข้อ ก็ถึงเวลาเริ่มหาตัวช่วยแล้ว เพราะปัญหาคณิตเหมือนหิมะกลิ้งลงจากภูเขา ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งโตและจัดการได้ยาก ผลกระทบที่โดนก็จะรุนแรง แต่ถ้าจัดการเร็ว ก็แก้ได้ง่ายกว่าที่คิด

การหาติวเตอร์สอนเรียนคณิตศาสตร์ที่เข้าใจเด็กจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องของการเรียนพิเศษเพื่อเก่งขึ้นอย่างเดียว

แต่คือการคืนความมั่นใจให้เด็ก และเปิดประตูสู่อนาคตที่มีทางเลือกมากกว่าเดิม