หลาย ๆ ครอบเริ่มติวสอบเข้า ม.1 ให้เด็กกันแบบจริงจัง ทั้งเพิ่มชั่วโมงเรียน ทำโจทย์เยอะขึ้น แต่พอลองทำข้อสอบจริง
คะแนนกลับไม่ค่อยขยับ จนเริ่มคิดว่าเด็กไม่เก่งหรือป่าว ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การที่คะแนนไม่ขึ้น
มักเกิดจากการติวที่ยังไม่ตรงจุดมากกว่าไม่ใช่การที่เด็กไม่พยายาม บางคนทำโจทย์ได้เยอะแต่ไม่เคยย้อนแก้ข้อผิด
ซ้อมข้อสอบแต่ไม่จับเวลา หรือมีช่องโหว่พื้นฐานบางวิชาจนทำให้คะแนนตกโดยไม่รู้ตัว พอติวไปแบบไม่มีระบบ
ก็ยิ่งเหนื่อยทั้งเด็กทั้งผู้ปกครอง ซึ่งในบทความนี้จะพาเช็ก 7 จุดพลาดที่เจอบ่อยในการติวสอบเข้า ม.1 แบบอ่านเข้าใจง่าย ๆ
พร้อมแนวทางการแก้ที่ทำได้จริง เพื่อให้การติวกลับมาเห็นผล และทำให้เด็กมั่นใจก่อนลงสนามสอบจริงมากขึ้น
ก่อนเช็ก 7 จุดพลาด ลองดูสัญญาณนี้ก่อนว่าคะแนนไม่ขึ้นแบบไหน
ก่อนจะรีบสรุปว่าการติวสอบเข้านั้นไม่เวิร์ค ลองหยุดดูสักนิดว่าอาการคะแนนไม่ขึ้นเป็นแบบไหน
เพราะคำว่าไม่ขึ้น จริง ๆ แล้วมันมีหลายรูปแบบ แล้วแต่ละแบบก็ต้องแก้คนละทาง ถ้าเราแยกอาการออกได้ตั้งแต่ต้น ๆ
การติวสอบเข้า ม.1 จะตรงจุดได้ขึ้นเยอะ และไม่เสียเวลาลองผิดลองถูก
- คะแนนนิ่ง ๆ เหมือนเดิมตลอด
ทำข้อสอบกี่ชุดก็ได้คะแนนใกล้ ๆ เดิม เช่น 40–45 ตลอด หรือ 55–58 ตลอด แบบนี้มักแปลว่า “ติดเพดาน”
จากช่องโหว่ของพื้นฐานบางวิชา หรือยังไม่แน่นในส่วนนี้มากพอ พอเจอโจทย์ที่ต้องใช้ทักษะนั้น ๆ
คะแนนจะตกซ้ำ ๆ เหมือนเดิม ต่อให้ทำโจทย์เพิ่มก็ยังวนอยู่ที่เดิม เพราะยังไม่ได้อุดจุดที่ทำให้คะแนนหล่นได้อย่างไร
- คะแนนแกว่งมาก (บางวันดี บางวันแย่)
วันนี้ทำได้ 70 พรุ่งนี้เหลือ 50 แบบนี้คนเป็นผู้ปกครองและเด็กจะงงมาก แต่จริง ๆ มักเกี่ยวกับ “ความสม่ำเสมอ”
เช่น เด็กยังจับหลักไม่แน่น ทำได้เพราะข้อสอบถูกทางพอดี หรือมีปัจจัยเรื่องสมาธิ ความเหนื่อย การอ่านโจทย์หลุด ๆ
รวมถึงการทำข้อสอบโดยไม่จับเวลา พอเงื่อนไขเปลี่ยน คะแนนเลยแกว่งเหมือนขึ้นอยู่กับดวง
ทั้งที่มันแก้ได้ด้วยระบบซ้อมและการทบทวนที่ถูกวิธี
- คะแนนค่อย ๆ ขึ้น แต่ช้ามากจนรู้สึกไม่คุ้ม (ขึ้นทีละนิดแต่เหนื่อยหนัก)
บางบ้านเห็นคะแนนขึ้นจริง แต่ใช้พลังเยอะมาก เด็กเริ่มหมดแรง เบื่อ เรียนหนักจนเครียด แบบนี้มักเกิดจากการติว
ที่ “โหมปริมาณ” มากกว่า “ปรับวิธี” ทำเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้มีขั้นตอนชัดเจนว่าอะไรควรทำก่อน – หลัง
หรือไม่ได้โฟกัสไปที่จุดที่ช่วยดันคะแนนได้ไวกว่า ผลคือเหนื่อยกว่าเดิม แต่ผลลัพธ์ขึ้นไม่ทันใจ
- คะแนนในบ้านดี แต่พอสอบแบบจับเวลาหรือสนามจริงตกทันที
ในส่วนนี้จะเจอได้บ่อยมาก เด็กทำแบบฝึกหัดสบาย ๆ ได้คะแนนดี แต่พอจับเวลาหรือเจอข้อสอบชุดยาว คะแนนร่วงทันที
เพราะสนามจริงไม่วัดแค่ความรู้ แต่วัด “ความเร็ว + ความนิ่ง + การอ่านโจทย์ให้ครบ” ด้วย ถ้าไม่เคยซ้อมในเงื่อนไขใกล้เคียงของจริง ต่อให้รู้เนื้อหา ก็อาจทำไม่ทันหรือพลาดจากความกดดันได้ง่าย
ถ้ารู้แล้วว่าเข้าข่ายคะแนนไม่ขึ้นแบบไหน ถือว่าเริ่มจับทางได้ถูก ต่อไปค่อยไปเช็ก 7 จุดพลาด แบบละเอียด
จะได้แก้ตรงจุดและทำให้การติวสอบเข้าเห็นผลได้ชัดขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มชั่วโมงเรียนจนเด็กหมดแรง

7 จุดพลาดที่ทำให้ติวสอบเข้า ม.1 แล้วคะแนนไม่ขึ้น
(พร้อมวิธีแก้แบบทำได้จริง)
พอติวสอบแล้วคะแนนไม่ขึ้น หลายบ้านมักคิดว่าเด็กต้องเรียนเพิ่มทำให้โจทย์ให้หนักขึ้นกว่าเดิม
แต่ในความเป็นจริงแล้วมักเป็นเรื่องติวผิดจุดมากกว่า เช่น อ่านเยอะแต่ไม่มีความรู้เข้าเลย ทำโจทย์แต่ไม่ย้อนวิธีแก้
หรือซ้อนไม่เหมือนสนามจริง พอพลาดซ้ำ ๆ คะแนนเลยเหมือนตันอยู่ที่เดิมทั้งที่ตั้งใจมาก ๆ
ดังนั้นเราจะมาไล่เช็ก 7 จุดพลาดบ่อยที่ทำให้การติวสอบเข้า ม.1 คะแนนไม่ขึ้น พร้อมวิธีแก้แบบทำได้จริง ไม่ต้องหักโหมหนัก
แค่ปรับวิธีการเรียนให้ตรงจุด คะแนนก็ขยับขึ้นได้ และยังทำให้เด็กมั่นใจขึ้นก่อนลงสนามสอบจริง
1. ติวแบบไม่วัดพื้นฐานก่อน เริ่มผิดจุดตั้งแต่วันแรก
หลายบ้านเริ่มติวสอบเข้า ม.1 ด้วยการเปิดหนังสือข้อสอบเก่า ๆ แล้วลุยเลย หรือเรียนตามคอร์สที่คนอื่นบอกว่าดี
แต่พอเรียนไปเรียนมาสักพักก็เริ่มเจออาการเหมือนเรียนไม่ทัน ทั้ง ๆ ที่เด็กตั้งใจ
เพราะจริง ๆ แล้ว การติวแบบนี้มีช่องโหว่พื้นฐานบางจุดที่ค้างอยู่ เช่น เศษส่วน/ร้อยละ (คณิต), การจับใจความ/ชนิดคำ (ไทย),
หรือศัพท์พื้นฐาน/โครงสร้างประโยคง่าย ๆ (อังกฤษ) พอช่องโหว่นี้โผล่ในข้อสอบคะแนนจะหายเป็นก้อน ๆ
แบบที่เด็กเองก็ไม่รู้ว่าพลาดตรงไหน
วิธีแก้ที่ทำได้จริง
- ทำแบบทดสอบเช็กพื้นฐานสั้น ๆ ก่อนเริ่มเรียน: วิชาละ 20-30 นาทีพอ ไม่ต้องเป็นข้อสอบระดับยากเกินไป
- เวลาเริ่มติวให้โฟกัสที่การอุดช่องโหว่ก่อนเสมอ เพราะมันคือจุดที่ทำให้คะแนนตกซ้ำ ๆ ได้
- ตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ในการติวแต่ละครั้ง เช่น อุดช่องโหว่ 2 บทต่อสัปดาห์ แล้ววัดผลด้วยโจทย์แนวเดิมอีกครั้ง
ตัวอย่างที่ให้เห็นภาพ
A ทำโจทย์คณิตศาสตร์ในส่วนร้อยละผิดบ่อย ต่อให้ไปตะลุยข้อสอบเข้า ม.1 ต่อมากแค่ไหนก็จะผิดซ้ำ ๆ อยู่ดี
แต่ถ้าอุดช่องโหว่ในเรื่องร้อยละได้ คะแนนคณิตจะขยับขึ้นเร็วแบบรู้สึกได้เลย
2. ทำโจทย์เยอะ แต่ไม่เคยแก้ข้อผิดอย่างจริงจัง
ข้อผิดพลาดอันดับต้น ๆ ของการติวสอบเลยคือ เน้นทำโจทย์เยอะ ๆ แต่ไม่เคยแก้ข้อผิดแบบจริงจัง
ซึ่งเด็กจำนวนมากเมื่อทำเสร็จแล้วดูเฉลยแบบผ่าน ๆ จะรู้แค่ว่าข้อไหนผิด / ถูก แล้วไปทำข้อสอบชุดถัดไป ผลคือผิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ
เพราะไม่เคยรู้ว่าผิดจากอะไรกันแน่
มันเหมือนการเล่นเกมแล้วแพ้ด่านเดิมซ้ำ ๆ ถ้าเราไม่เคยย้อนดูว่าแพ้เพราะอะไร (กดผิด อ่านไม่ทัน หรือไม่เข้าใจ) ต่อให้เล่นอีกกี่รอบ
ก็ยังสะดุดที่เดิมอยู่ดี การทำข้อสอบก็เหมือนกัน ข้อที่ผิดซ้ำ ๆ มักไม่ใช่เรื่องยากเสมอไป บางทีเป็นข้อที่ “ควรได้” ด้วยซ้ำ
แต่หลุดเพราะความรีบ การอ่านโจทย์ไม่ครบ หรือจำหลักการไม่แม่น ซึ่งถ้าไม่แก้ให้ตรงสาเหตุ คะแนนจะวนอยู่วงเดิมตลอด
วิธีแก้ที่ทำได้จริง
ให้ตั้งกติกาว่า “ทำโจทย์ 40 นาที ต้องมีเวลาแก้ข้อผิด 15 นาที” แล้วทำ สมุดข้อผิด (Error Log) โดยแบ่งข้อผิดออกเป็น 3 ประเภทนี้
- ไม่เข้าใจเนื้อหา > กลับไปดูหลักการ/ตัวอย่าง 1 หน้า แล้วทำโจทย์ซ้ำแนวเดิม 5 ข้อ
- เผลอ/อ่านไม่ครบ > ทำเช็กลิสต์ก่อนส่งคำตอบ เช่น ขีดเส้นคำถาม, วงคำว่า “มากกว่า/น้อยกว่า/อย่างน้อย”
- ทำไม่ทันเวลา > ฝึกโจทย์แนวเดิมแบบจับเวลาเฉพาะข้อ (เช่น ข้อละ 2–3 นาที)
3. อ่านอย่างเดียวเยอะเกินไป แต่ฝึกทำข้อสอบแบบจับเวลาไม่พอ
การอ่านหนังสือเยอะไม่ได้แปลว่าคะแนนจะขึ้นได้เสมอไป เพราะข้อสอบเข้า ม.1 ไม่ได้วัดแค่ความรู้
แต่วัดที่ความเร็ว + ความนิ่ง + การเลือกทำข้อที่คุ้มคะแนน เด็กบางคนอ่านหนังสือเก่ง อธิบายได้
แต่พอเข้าห้องสอบจริงกลับทำไม่ได้ หรือรีบจนพลาดข้อที่ทำได้ เพราะไม่เคยฝึกทำข้อสอบ เน้นแต่การอ่านเป็นหลักมากเกินไป
เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กบางคนอ่านเก่งมาก อธิบายได้เป็นฉาก ๆ แต่พอถึงเวลาทำข้อสอบจริงกลับทำไม่ทัน
หรือทำทันแต่พลาดข้อที่ควรได้ เพราะไม่เคยฝึกทำข้อสอบภายใต้เงื่อนไขที่เหมือนของจริง เช่น เวลา จำกัด สมาธิที่เริ่มล้า
ความกังวลตอนเห็นข้อยาก ๆ หรือการต้องตัดสินใจว่าจะทำข้อไหนก่อนดี
วิธีแก้ที่ทำได้จริง
- เปลี่ยนจาก “อ่านยาว” เป็น “อ่านสั้น + ทำทันที” เช่น อ่าน 15 นาที แล้วทำโจทย์ควบคู่ไปด้วย
- ซ้อมจับเวลาแบบค่อยเป็นค่อยไป สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง เริ่มจาก 20–30 นาที ไม่ต้องจัดเต็มทันที
- หลังซ้อมจับเวลา ให้ดู 2 อย่างนี้
- ข้อไหน “ใช้เวลานานผิดปกติ” > ต้องฝึกทักษะเฉพาะจุด
- ข้อไหน “ผิดเพราะรีบ” > ต้องเพิ่มขั้นตอนตรวจทาน 30 วินาทีท้ายข้อ
ทริคเล็ก ๆ ที่ช่วยมาก
สอนเด็กให้รู้จัก “ข้ามก่อน” ไม่ต้องติดอยู่กับข้อยากนาน ๆ เพราะบางทีแค่เปลี่ยนลำดับทำข้อ คะแนนก็ดีขึ้นได้เช่นกัน

4. ฝึกแต่บทที่ชอบ เลี่ยงบทที่ยากเลยคะแนนตัน
เด็กบางคนอยู่กับบทเรียนที่ทำแล้วรู้สึกมั่นใจ เพราะมันดูง่ายและสบายใจที่จะทำการติว
แต่ข้อสอบจริง ๆ ไม่ได้ออกแค่เฉพาะในส่วนนั้นนะสิ พอเลี่ยงบทที่ยากนาน ๆ คะแนนก็จะค้างอยู่ในระดับเดิม ๆ
เพราะบทที่ยากนี่แหละคือตัวตันคะแนนให้ไปอีกขั้นไม่ได้
ลองนึกภาพง่าย ๆ แบบนี้นะ: คะแนนสอบมันเหมือนบันได ถ้าบทที่ถนัดคือ “ขั้นที่เรายืนได้มั่นคงแล้ว” บทที่ยากก็คือ “ขั้นต่อไป”
ถ้าเราไม่ยอมก้าวขึ้นขั้นที่ยาก ต่อให้ยืนอยู่ขั้นเดิมแน่นแค่ไหน คะแนนก็ไม่ไปสูงกว่านั้นอยู่ดี
เพราะข้อสอบส่วนที่แยกคนคะแนนกลางกับคะแนนสูง มักอยู่ในบทที่เด็กส่วนใหญ่ไม่อยากแตะ เช่น โจทย์ปัญหา เศษส่วน–ร้อยละ
โจทย์ประยุกต์ การอ่านตีความ การจับใจความแบบวิเคราะห์ หรือ Grammar /Reading ที่ต้องคิด
วิธีแก้ที่ทำได้จริง
- ใช้สัดส่วน 70/30
- 70% เก็บคะแนนชัวร์ (บทถนัด + ข้อพื้นฐาน)
- 30% เจาะบทที่ยาก (บทที่ทำให้คะแนนตัน)
- ทำบทที่ยากแบบ “คำเล็ก ๆ” เช่น วันละ 5 ข้อ แต่ทำทุกวัน จะดีมากกว่าอัดทีละเยอะแล้วท้อ
- ไล่ระดับโจทย์ ง่าย > กลาง > ยาก อย่ากระโดดไปข้อยากสุดทันที เด็กจะรู้สึกว่า “ทำได้” และไม่หนีกับการทำโจทย์ยาก ๆ
5. ใช้เทคนิคจำแพทเทิร์นมากไป พอข้อสอบเปลี่ยนก็พัง
บางคอร์สหรือการติวแบบเร่งด่วนในเวลาอันสั้น จะสอนให้เด็กจำได้แค่ว่า “เจอแบบนี้ต้องใช้สูตรแบบนี้”
ซึ่งแน่นอนว่าวิธีนี้ช่วยได้ในระยะสั้น แต่ในข้อสอบ ม.1 หลาย ๆ โรงเรียนมักชอบออกแบบที่เปลี่ยนรูปโจทย์เล็กน้อย
เพื่อวัดว่าเด็กเข้าใจจริงไหม ซึ่งถ้าจำแต่แพทเทิร์นในการแก้โจทย์แบบเดิม ๆ แต่พอเจอโจทย์หน้าตาใหม่
เด็กก็จะช็อตแล้วรู้สึกมึนงงแล้วทำไม่ได้ในทันที
ข้อสอบเข้า ม.1 หลายโรงเรียนชอบปรับรูปโจทย์แค่นิดเดียวเพื่อวัดว่าเด็กเข้าใจจริงไหม เช่น เปลี่ยนตัวเลข เปลี่ยนคำถาม
เปลี่ยนลำดับข้อมูล หรือเพิ่มเงื่อนไขเล็ก ๆ ถ้าเด็กจำแต่แพทเทิร์น เด็กจะเริ่มงงว่าข้อนี้ต้องใช้สูตรอะไร พอจับทางไม่เจอก็ช็อต
แล้วเวลาจะไหลออกไปเรื่อย ๆ ทั้งที่เนื้อหาจริง ๆ เด็กอาจพอทำได้
วิธีแก้ที่ทำได้จริง
- ฝึกให้เด็กพูด “วิธีคิด” ก่อน เช่น
- คณิต: “โจทย์ถามหาอะไร และเรารู้ข้อมูลอะไรบ้าง”
- ไทย: “เรื่องนี้พูดถึงอะไร ใครทำอะไร เพราะอะไร”
- อังกฤษ: “ประโยคนี้หลัก ๆ ใครเป็นคนทำอะไร”
- ทำโจทย์แบบ “สลับบท” ไม่เรียงตามบท เพื่อกันการเดาว่าต้องใช้สูตรไหน
- หลังทำถูก ให้ถามย้อน 1 คำถามสั้น ๆ เช่น “ทำไมถึงเลือกวิธีนี้” เด็กจะเริ่มคิดเป็นมากขึ้น
6. เรียนหลายวิชาพร้อมกัน แต่ไม่มีระบบทบทวน (จำแล้วหาย)
ปัญหานี้เจอได้บ่อยมากในการติวสอบเข้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตอน ม.1/ม.4 เพราะเด็ก ๆ ต้องเรียนหลายวิชาพร้อมกัน พอเรียนคณิตวันนี้ พรุ่งนี้เรียนไทย มะรืนภาษาอังกฤษ เนื้อหาที่มันไหลผ่านไปได้เร็วมาก ถ้าไม่มีการทบทวนใด ๆ เด็กก็จะจำได้แค่ในช่วงสั้น ๆ
แล้วพอเวลาผ่านไปก็ลืม แล้วพอทำข้อสอบรวมก็จะเหมือนรู้สึกว่าไม่เคยได้อ่านมาก่อนเลย
เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าเด็กไม่ตั้งใจเสมอไปนะ จริง ๆ มันเป็นธรรมชาติของสมองเลย ถ้าเราเรียนแล้ว ไม่ย้อนกลับไปเจออีก
ความจำจะค่อย ๆ จาง เหมือนเราเขียนอะไรบนทราย พอโดนคลื่นซัดก็หาย ยิ่งถ้าเรียนหลายวิชา ความจำจะยิ่งเบียดกันเอง
พอถึงเวลาทำข้อสอบรวม เด็กเลยรู้สึกเหมือนไม่เคยอ่านมาก่อน ทั้งที่จริง ๆ เคยอ่าน เคยเรียน
เพียงแต่ไม่ได้ทบทวนให้มันติดสมองเท่านั้นเอง
วิธีแก้ที่ทำได้จริง
ใช้ระบบทบทวน 3 จังหวะ
- ภายใน 24 ชั่วโมง: ทบทวนสั้น ๆ 10–15 นาที (ทำโจทย์ 5 ข้อ หรือสรุป 1 หน้า)
- ใน 7 วัน: ทำโจทย์แนวเดิมอีกครั้งเพื่อย้ำ
- ก่อนสอบ: ทำชุดผสม/ข้อสอบจำลอง เพื่อเชื่อมหลายบทเข้าด้วยกัน
ทริคช่วยจำแบบไม่เหนื่อย
ทำ “สรุป 1 หน้า/บท” หรือ “โพยข้อพลาด” ของตัวเอง เด็กจะทบทวนเร็วขึ้นมาก และไม่รู้สึกว่าอ่านวนจนเบื่อ
7. เครียด/เหนื่อยสะสม ทำให้สมองไม่รับ แม้จะเรียนเพิ่ม
บางครั้งคะแนนไม่ขึ้น ไม่ใช่เพราะว่าวิธีติวที่ผิดแต่อย่างใด แต่อาจเป็นเพราะเด็กล้าจนสมองรับไม่แล้วต่างหาก
ยิ่งช่วงใกล้สอบมากเท่าไร เด็กบางคนเรียนติดกันหลายวัน พักน้อย นอนน้อย จนทำให้ความจำและสมาธิลดลง
ซึ่งต่อให้เรียนเพิ่มมากแค่ไหนก็เหมือนเทน้ำใส่แก้วที่เต็มไปแล้ว
วิธีแก้ที่ทำได้จริง
- แบ่งเวลาเป็นรอบสั้น ๆ เช่น 25–30 นาที แล้วพัก 5 นาที (เด็กจะโฟกัสดีกว่า)
- มี “วันเบา” สัปดาห์ละ 1 วัน เช่น ทบทวนอย่างเดียวหรือทำข้อสอบสั้น ๆ
- เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ: วันไหนเหนื่อย ให้ทำโจทย์น้อยลงแต่ “แก้ข้อผิด” ให้จบ จะคุ้มกว่า
- ตั้งเป้าเล็ก ๆ ให้สำเร็จได้ เช่น “วันนี้ขอถูกเพิ่ม 3 ข้อจากชุดเมื่อวาน” เด็กจะรู้สึกว่ากำลังไปข้างหน้า ไม่หมดกำลังใจ
บทสรุป
สรุปแล้วอาการติวสอบเข้า ม.1 แล้วคะแนนไม่ขึ้น มักไม่ได้เกิดจากเด็กไม่เก่งหรือไม่พยายาม แต่เกิดจาก “จุดพลาดเล็ก ๆ”
ที่ทำให้วนผิดซ้ำแบบไม่รู้ตัว เช่น เริ่มติวโดยไม่วัดพื้นฐาน ทำโจทย์เยอะแต่ไม่แก้ข้อผิด อ่านเยอะกว่าซ้อมจับเวลา
เลี่ยงบทที่ยากจนคะแนนตัน จำแพทเทิร์นมากไป ขาดระบบทบทวน และมีความล้าสะสมจนสมองไม่รับ พอปรับให้ถูกจุด
ไม่ว่าจะเป็นการอุดช่องโหว่ให้ตรง ทำสมุดข้อผิด ซ้อมสนามจริงแบบค่อยเป็นค่อยไป
และทบทวนเป็นระบบ — คะแนนมักเริ่มขยับได้ชัดขึ้นโดยไม่ต้องโหมหนักกว่าเดิม
ถ้าคุณอยากให้การเตรียมสอบชัดเจนขึ้น Tutorplus พร้อมช่วยแบบเนียน ๆ ไม่กดดันเด็ก เราสามารถช่วยดูว่าลูกติดตรงไหนก่อน
แล้ววางแผนติวสอบเข้า ม.1 ให้เหมาะกับพื้นฐาน เวลา และเป้าหมายของแต่ละบ้าน จะเริ่มจากการประเมินจุดพลาดบ่อย
หรืออยากได้ตารางซ้อมทำข้อสอบที่ทำตามได้จริงก็ได้เลย เพื่อให้เด็กค่อย ๆ มั่นใจขึ้น
และพร้อมลงสนามสอบจริงแบบสบายใจมากกว่าเดิม

