เช็กเลย! 10 จุดไวยากรณ์อังกฤษที่เด็ก ม.ปลาย มักทำคะแนนหลุดมือในห้องสอบ

ไวยากรณ์อังกฤษ

เคยไหมที่มั่นใจเต็มร้อยว่าทำข้อสอบไวยากรณ์อังกฤษได้ อ่านโจทย์จบปุ๊บ กาปั๊บ นั่งยิ้มรอคะแนนออก แต่พอผลสอบประกาศจริง

คะแนนกลับหายไปแบบน่าใจหาย?

ความลับที่นักเรียน ม.ปลาย หลายคนอาจยังไม่รู้คือข้อสอบภาษาอังกฤษสนามสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น A-Level, TGAT1

หรือข้อสอบเก็บคะแนนที่โรงเรียนไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวัดแค่ว่ารู้ศัพท์เยอะแค่ไหน แต่ถูกออกแบบมาเพื่อดักทาง

และวัดความละเอียด”ทางไวยากรณ์ภาษาอังกฤษด้วย

ผู้ออกข้อสอบมักจะนำจุดไวยากรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม หรือจำสับสน มาสร้างเป็นตัวเลือกหลอกที่ดูแนบเนียน

จนเผลอกาผิดโดยไม่รู้ตัว

บทความนี้ได้รวบรวม 10 จุดไวยากรณ์อังกฤษที่มักพลาดบ่อยในการทำข้อสอบ พร้อมเทคนิคการสังเกตฉบับเข้าใจง่าย

เอาไว้ใช้เช็กตัวเองก่อนลงสนามจริง เพื่อให้เก็บทุกคะแนนได้อย่างมั่นใจ ไม่โดนข้อสอบหลอกอีกต่อไป

เจาะลึก 10 จุดไวยากรณ์อังกฤษสุดหินที่ชอบออกสอบหลอก

ก่อนจะลงสนามสอบจริง การรู้เท่าทันกลเม็ดของผู้ออกข้อสอบถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะข้อสอบคัดเลือกมักไม่ได้ตั้งโจทย์มาตรง ๆ

แต่จะซ่อนเงื่อนไขทางไวยากรณ์เอาไว้ในประโยคที่ยาวและซับซ้อน หากอ่านผ่าน ๆ โดยไม่สังเกตโครงสร้างให้ดี ก็มีโอกาสสูงมาก

ที่จะโดนตัวเลือกหลอกล่อให้เสียคะแนนไปอย่างน่าเสียดาย ลองมาเจาะลึกและเช็กไปพร้อมกันทีละข้อ เพื่อดูว่าจุดไวยากรณ์จุดไหนบ้าง

ที่นักเรียนส่วนใหญ่มักสะเพร่า และมีเทคนิคการรับมืออย่างไร

จุดที่ 1: Subject-Verb Agreement (เมื่อประธานคั่นด้วยส่วนขยาย)

ข้อสอบมักจะหลอกด้วยการสร้างประโยคยาว ๆ แล้วใส่ ส่วนขยาย (Modifiers) เข้ามาแทรกกลางระหว่างประธานกับกริยาแท้

ทำให้นักเรียนหลงทาง และเผลอไปเปลี่ยนรูปกริยาตามคำนามที่อยู่ใกล้ที่สุดแทนที่จะอ้างอิงจากประธานจริง

จุดที่มักพลาด: มองหาประธานแท้ไม่เจอ เนื่องจากถูกส่วนขยาย เช่น Prepositional Phrase (วลีบุพบท) หรือ Relative Clause

มาบังตาไว้

ตัวอย่างข้อสอบหลอก: The books on the table (is / are) mine.
หากมองผ่าน ๆ และหลงคิดว่า table ที่อยู่ติดกับกริยาคือประธาน ก็อาจจะเผลอเลือก is ทันที ซึ่งเป็นคำตอบที่ผิด

เพราะประธานที่แท้จริงของประโยคนี้คือ The books (พหูพจน์) กริยาจึงต้องใช้ are

เทคนิคการสังเกตและจำ:

  • ใช้วิธีตัดส่วนขยาย: เมื่อเจอ Preposition (in, on, at, of, with, for, etc.) ให้ใส่ วงเล็บ (…) ครอบวลีนั้นไว้
    แล้วตัดออกจากสายตาชั่วคราว
  • ค้นหาประธานแท้: จากตัวอย่าง The books (on the table) _ mine. เมื่อตัดส่วนขยายออก จะเห็นโครงสร้างประธานแท้ชัดเจนทันที ทำให้เลือกรูปกริยาได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

จุดที่ 2: Subject-Verb Agreement (กลุ่มคำนามพิเศษ & Quantifiers)

นอกจากส่วนขยายแทรกกลางแล้ว อีกหนึ่งกับดักยอดฮิตของเรื่อง Subject-Verb Agreement คือกลุ่มคำบอกปริมาณ (Quantifiers) และคำสรรพนามที่ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง (Indefinite Pronouns) ที่มักทำให้สับสนว่าควรใช้กริยาเอกพจน์หรือพหูพจน์กันแน่

จุดที่มักพลาด: สับสนระหว่างโครงสร้างที่มีความหมายคล้ายกัน แต่ใช้กริยาคนละรูป เช่น A number of กับ The number of

หรือจำผิดว่าคำที่หมายถึงคนหลายคนอย่าง Everyone หรือ Each จะต้องใช้กริยาพหูพจน์

ตัวอย่างข้อสอบหลอก:

A number of students (is / are) attending the seminar today.
The number of applicants (is / are) increasing every year.

หากจำสลับกัน จะเสียคะแนนทันที เพราะประโยคแรกใช้ A number of (แปลว่า มากมาย/หลาย)

โครงสร้างนี้ต้องตามด้วยกริยาพหูพจน์ คำตอบจึงเป็น are ส่วนประโยคที่สองใช้ The number of (แปลว่า จำนวนของ…)

ซึ่งเน้นไปที่ตัวเลขจำนวนเดียว จึงถือเป็นเอกพจน์ คำตอบจึงเป็น is

เทคนิคการสังเกตและจำ:

  • A number of + นามพหูพจน์: ใช้กริยาพหูพจน์เสมอ
    เช่น A number of people are waiting.
  • The number of + นามพหูพจน์: ใช้กริยาเอกพจน์เสมอ
    เช่น The number of errors is low.
  • กลุ่ม Indefinite Pronouns: คำอย่าง Everyone, Someone, Anybody, Each, Every, Either, Neither
    ให้ท่องไว้เลยว่าต้องใช้ กริยาเอกพจน์ เท่านั้น

สูตรจำแม่น: “A” = A lot (เยอะ = พหูพจน์) / “The” = ตัวเลขจำนวนเดียว (เอกพจน์)

จุดที่ 3: Parallel Structure (โครงสร้างขนาน)

หลักความขนานเป็นอีกหนึ่งจุดไวยากรณ์ที่มักปรากฏในข้อสอบพาร์ท Error Identification และ Sentence Completion

โจทย์ประเภทนี้จะวัดว่ามีความเข้าใจเรื่องการเชื่อมคำหรือวลีที่มีน้ำหนักและหน้าที่ทางไวยากรณ์เท่ากันหรือไม่

จุดที่มักพลาด: ละเลยความสอดคล้องของชนิดของคำ (Parts of Speech) หรือรูปแบบประโยคที่อยู่หน้าและหลังคำเชื่อม

เช่น and, or, but, as well as ทำให้เลือกใช้รูปแบบคำที่ไม่เข้าพวก

ตัวอย่างข้อสอบหลอก: She likes dancing, singing, and (to cook / cooking).

หากมองเผิน ๆ การใช้ to cook อาจฟังดูถูกต้องในเชิงความหมาย แต่ตามหลักโครงสร้างขนาน เมื่อคำข้างหน้าใช้คำนาม

ประเภทกริยาเติม ing (dancing, singing) คำที่ตามหลังคำเชื่อม and ก็ต้องอยู่ในรูปกริยาเติม ing เช่นเดียวกัน

คำตอบที่ถูกต้องจึงเป็น cooking

เทคนิคการสังเกตและจำ:

  • สังเกตคำเชื่อม: เมื่อเจอคำเชื่อมกลุ่ม and, or, but, as well as, not only… but also ให้ไฮไลต์ไว้ทันที
  • เช็กความสมดุลหน้า-หลัง: โครงสร้างทั้งสองฝั่งต้องเป็นประเภทเดียวกันเสมอ เช่น คำนามขนานคำนาม (Noun + Noun),
    คำกริยาขนานคำกริยา (Verb + Verb), หรือคำกริยาเติม ing ขนานคำกริยาเติม ing (V-ing + V-ing) เท่านั้น

จุดที่ 4: Tenses – การใช้ Since / For กับ Present Perfect

เรื่อง Tenses มักจะสร้างความสับสนอยู่เสมอ โดยเฉพาะการแยกแยะเหตุการณ์ในอดีตที่จบลงไปแล้ว กับเหตุการณ์ในอดีต

ที่มีความเชื่อมโยงมาถึงปัจจุบัน ข้อสอบจึงนิยมใช้คำบอกเวลาอย่าง since และ for มาเป็นตัวทดสอบความแม่นยำ

จุดที่มักพลาด: ใช้ Past Simple (V.2) หรือ Present Simple (V.1) แทน Present Perfect (has/have + V.3)

เมื่อเห็นคำบอกเวลาที่แสดงถึงความต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ตัวอย่างข้อสอบหลอก: He (lived / has lived) in Bangkok since 2018.

หลายคนเห็นปี 2018 ซึ่งเป็นอดีต จึงรีบเลือก lived ทันที แต่ประโยคนี้มีคำว่า since (ตั้งแต่) ซึ่งหมายความว่าเขาเริ่มอยู่อาศัย

ตั้งแต่ปี 2018 และปัจจุบันก็ยังคงอยู่อาศัยอยู่ โครงสร้างที่ถูกต้องจึงต้องใช้ Present Perfect นั่นคือ has lived

เทคนิคการสังเกตและจำ:

  • Since (ตั้งแต่): ตามหลังด้วย จุดเริ่มต้นของเวลา
    เช่น since 2018, since last month, since morning หรือตามด้วยประโยค Past Simple (Subject + V.2)
    เช่น since I was a child
  • For (เป็นระยะเวลา): ตามหลังด้วย ช่วงเวลาหรือจำนวนเวลา เช่น for 5 years, for 2 hours, for a long time
  • สูตรจำโครงสร้าง: เมื่อเจอ since หรือ for
    บอกความต่อเนื่องจากอดีตถึงปัจจุบัน ให้มองหาโครงสร้าง has/have + V.3 ไว้ก่อนเสมอ
Active vs Passive Voice

จุดที่ 5: Active vs Passive Voice ในโจทย์วัดความหมาย

เรื่อง Passive Voice หรือประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่ข้อสอบชอบนำมาใช้หลอกร่วมกับเรื่อง Tenses

เพราะในภาษาไทยมักจะละรูปประโยคถูกกระทำไว้ ทำให้เมื่อแปลตรงตัวตามภาษาแม่ อาจเลือกตัวเลือกผิดได้ง่าย

จุดที่มักพลาด: แปลโจทย์ไม่ถี่ถ้วนและรีบตัดสินใจเลือกกริยาที่เป็น Active Voice (ประธานทำเอง) โดยลืมสังเกตว่าประธานของประโยคเป็นสิ่งของ สถานที่ หรือคำนามที่ไม่สามารถลุกขึ้นมาทำกริยานั้น ๆ ได้เอง

ตัวอย่างข้อสอบหลอก: The new bridge (built / was built) last year.

หากอ่านผ่าน ๆ และแปลว่าสะพานใหม่สร้างเมื่อปีที่แล้ว อาจจะเผลอเลือก built ซึ่งเป็น Active Voice ทันที

แต่สะพานไม่สามารถลุกขึ้นมาสร้างตัวเองได้ สะพานต้องถูกสร้างคำตอบที่ถูกต้องจึงต้องอยู่ในรูป Passive Voice นั่นคือ was built

เทคนิคการสังเกตและจำ:

  • เช็กความสัมพันธ์ระหว่างประธานและกริยา: ถามตัวเองเสมอ
    ว่าประธานในโจทย์เป็นผู้ลงมือทำกริยานั้นเองได้หรือไม่
    หากทำเองไม่ได้ (เช่น bridge, house, report, law)
    ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าเป็น Passive Voice
  • จำโครงสร้างหลักของ Passive Voice: โครงสร้างพื้นฐานคือ Verb to be + V.3 เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ใน Tense ใดก็ตาม
  • สังเกตคำเชื่อม: หากประโยคมีคำว่า by + ผู้กระทำ
    เช่น by the government, by the teacher
    จะช่วยยืนยันได้ชัดเจนว่าเป็น Passive Voice

จุดที่ 6: Participle Clause (V-ing vs V-3)

เรื่อง Participle Clause หรือการลดรูปประโยคขยายประธาน เป็นข้อสอบที่พบได้บ่อยมากในพาร์ท Grammar และ Reading

ของสนามสอบระดับชาติ ข้อสอบจะทดสอบความเข้าใจว่าประธานตัวจริงของประโยคเป็นผู้ทำกริยานั้นเอง หรือเป็นผู้ถูกกระทำ

จุดที่มักพลาด: สับสนระหว่างการใช้ Present Participle (V-ing) กับ Past Participle (V-3) เมื่อประโยคถูกลดรูปและนำส่วนขยายมาไว้ข้างหน้าประโยค

ตัวอย่างข้อสอบหลอก: (Walking / Walked) down the street, the dog bit him.

หากมองเผิน ๆ และแปลว่าขณะที่เดินอยู่บนถนน สุนัขได้กัดเขา หลายคนอาจจะเผลอเลือก Walking ทันที

แต่ถ้าสังเกตโครงสร้างประโยคลดรูป ประธานที่อยู่หลังเครื่องหมาย comma (,) คือ the dog ซึ่งหากเลือก Walking

จะหมายความว่าสุนัขเป็นตัวเดินเล่นบนถนน แล้วมันก็กัดเขา ซึ่งผิดบริบท เพราะประธานที่แท้จริงที่เดินบนถนนคือ him (เขา)

ที่โดนสุนัขกัด ประโยคนี้จึงต้องเขียนให้ถูกต้องตามประธานจริง เช่น Walking down the street, he was bitten by the dog.

เทคนิคการสังเกตและจำ:

  • มองหาประธานหลังเครื่องหมาย comma (,): เคล็ดลับการทำโจทย์ประเภทนี้คือ ให้ดึงประธานที่อยู่หลัง comma
    มาใส่ไว้หน้าคำกริยาที่ต้องเลือกทันที
  • เช็กผู้กระทำ:
    • ถ้าประธานนั้น เป็นผู้ลงมือทำเอง ให้ใช้ V-ing เช่น Seeing the police, the thief ran away. (ขโมยเห็นตำรวจเอง)
    • ถ้าประธานนั้น เป็นผู้ถูกกระทำ ให้ใช้ V-3 เช่น Written in English, the book is easy to understand.
      (หนังสือถูกเขียนด้วยภาษาอังกฤษ)

จุดที่ 7: Relative Pronouns (Who / Whom / Which / That / Whose)

คำสรรพนามเชื่อมประโยคขยาย (Relative Pronouns) เป็นอีกหนึ่งจุดที่ดูเหมือนง่าย แต่ข้อสอบมักใส่เงื่อนไขซับซ้อนเข้ามาหลอก

เพื่อดูว่านักเรียนเข้าใจหน้าที่ของคำที่ถูกขยายจริงหรือไม่

จุดที่มักพลาด: สับสนการใช้ Whom กับ Whose รวมถึงการเผลอใช้ That ในประโยคขยายที่มีเครื่องหมาย comma (,) คั่นอยู่ข้างหน้า (Non-defining Relative Clause)

ตัวอย่างข้อสอบหลอก: The woman (who / whom / whose) car was stolen called the police.

หากมองเห็นคำนาม The woman แล้วเผลอเลือก who ทันทีจะผิดทันที เพราะคำที่ตามหลังช่องว่างคือ car (รถยนต์)

ซึ่งเป็นสิ่งของของเธอ ประโยคนี้ต้องการแสดงความเป็นเจ้าของว่า ผู้หญิงที่ รถของเธอ ถูกขโมย จึงต้องใช้ whose

เทคนิคการสังเกตและจำ:

  • Who + Verb: ใช้ขยายคน โดยทำหน้าที่เป็นประธาน
    เช่น The girl who is running…
  • Whom + Subject + Verb: ใช้ขยายคน โดยทำหน้า
    ที่เป็นกรรม เช่น The man whom I met yesterday…
  • Whose + Noun: ใช้แสดงความเป็นเจ้าของ
    ต้องมีคำนามตามหลังเสมอ เช่น The boy whose father is a doctor…
  • Which / That + Verb หรือ S + V: ใช้ขยายสิ่งของ
    หรือสัตว์
  • กฎเหล็กของ That: จำไว้เสมอว่าหลังเครื่องหมาย comma (,) ห้ามใช้ That เด็ดขาด ให้ใช้ who, whom
    หรือ which แทน

จุดที่ 8: Uncountable Nouns ที่หน้าตาเหมือนนับได้

คำนามนับไม่ได้ (Uncountable Nouns) ในภาษาอังกฤษมีหลายคำที่แปลเป็นภาษาไทยแล้วรู้สึกเหมือนนับเป็นชิ้นหรือเป็นอันได้

ข้อสอบจึงนิยมนำคำกลุ่มนี้มาทดสอบว่า นักเรียนเผลอเติม s/es หรือใส่ a/an นำหน้าหรือไม่

จุดที่มักพลาด: เผลอใส่ a/an หรือเติม s/es ให้กับคำนามนับไม่ได้ที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน เนื่องจากความคุ้นเคยในภาษาไทย

ตัวอย่างข้อสอบหลอก: The teacher gave us many useful (informations / information).

หลายคนเห็นคำว่า many หรือคิดว่าข้อมูลมีหลายเรื่อง จึงเลือก informations ซึ่งเป็นรูปที่ผิดในทางไวยากรณ์ คำว่า information เป็นนามนับไม่ได้ ห้ามเติม s เด็ดขาด และหากต้องการบอกว่ามีจำนวนมาก จะไม่ใช้ many แต่ต้องใช้ much หรือวลีเช่น a lot of แทน

เทคนิคการสังเกตและจำ:

  • จำกลุ่มคำนามนับไม่ได้ยอดฮิตในข้อสอบ: Advice (คำแนะนำ), Information (ข้อมูล), Furniture (เฟอร์นิเจอร์), Equipment (อุปกรณ์), Homework (การบ้าน),
    News (ข่าว) และ Luggage/Baggage (กระเป๋าเดินทาง)
  • กฎเหล็กคำนามนับไม่ได้: ห้ามใส่ a/an นำหน้า
    และ ห้ามเติม s/es ที่ท้ายคำเด็ดขาด
  • การบอกจำนวน: หากต้องการบอกเป็นชิ้นหรือเป็นข้อ
    ให้ใช้วลีบอกปริมาณเข้ามาช่วย เช่น a piece of advice หรือ two pieces of information

จุดที่ 9: Conditional Sentences (If-Clauses แบบผสม / Mixed Conditionals)

เรื่องประโยคเงื่อนไข (If-Clauses) เป็นจุดที่นักเรียนส่วนใหญ่ท่องจำโครงสร้างพื้นฐาน 3 รูปแบบมาอย่างดี

แต่เมื่อข้อสอบนำเรื่อง เหตุการณ์ในอดีตมาส่งผลถึงปัจจุบัน (Mixed Conditionals) มาออกสอบ กลับทำให้นักเรียนสับสน

และหลงกลทันที

จุดที่มักพลาด: ท่องจำโครงสร้างแบบตายตัว เช่น หากประโยคส่วนหน้าเป็น Past Perfect (had + V.3)

จะรีบเลือก would have + V.3 ในส่วนหลังทันที โดยลืมสังเกตคำบอกเวลาในปัจจุบัน (เช่น now, today) ที่ซ่อนอยู่ในประโยค

ตัวอย่างข้อสอบหลอก: If I had studied harder last night, I (would pass / would have passed) the exam today.

หากยึดตามโครงสร้าง If-Clause แบบที่ 3 หลายคนจะเลือก would have passed แต่สังเกตให้ดีว่ามีคำว่า today อยู่ที่ท้ายประโยค หมายความว่า เหตุการณ์ในอดีต (ไม่ได้อ่านหนังสือเมื่อคืน) ส่งผลต่อสถานะในปัจจุบัน (ผลการสอบในวันนี้)

ประโยคส่วนหลังจึงต้องใช้โครงสร้าง would + V.infinitive คำตอบที่ถูกต้องจึงเป็น would pass

เทคนิคการสังเกตและจำ:

  • If-Clause แบบปกติ (1-2-3):
    • แบบที่ 1 (เป็นไปได้ในปัจจุบัน/อนาคต): If + Present Simple (V.1), Subject + will + V.inf
    • แบบที่ 2 (ตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน): If + Past Simple (V.2), Subject + would + V.inf
    • แบบที่ 3 (ตรงข้ามกับความจริงในอดีต): If + Past Perfect (had + V.3), Subject + would have + V.3
  • If-Clause แบบผสม (Mixed Conditional): สมมติอดีตเพื่อส่งผลถึงปัจจุบัน
    • โครงสร้าง: If + Past Perfect (had + V.3), Subject + would + V.inf
    • ข้อสังเกต: ในส่วนผลลัพธ์มักจะมีคำบอกเวลาปัจจุบัน เช่น now, today, right now กึ่งบังคับอยู่เสมอ
Modal Verbs in the Past

จุดที่ 10: Modal Verbs in the Past (Modal + have + V.3)

กริยาช่วย (Modal Verbs) อย่าง can, could, should, must, may, might เมื่อใช้ในรูปทั่วไปมักจะตามด้วยกริยาไม่แจกรูป (V.infinitive) เพื่อพูดถึงปัจจุบันหรืออนาคต แต่เมื่อข้อสอบต้องการทดสอบการคาดคะเน การวิพากษ์วิจารณ์ หรือการแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วในอดีต โครงสร้างจะเปลี่ยนไปทันที

จุดที่มักพลาด: ใช้ Modal Verb รูปปกติอธิบายเหตุการณ์ในอดีต หรือสับสนความหมายของโครงสร้าง Modal + have + V.3

แต่ละตัว ทำให้เลือกใช้กริยาช่วยไม่ตรงกับบริบทของโจทย์

ตัวอย่างข้อสอบหลอก: You (should study / should have studied) harder for the test yesterday.

ประโยคนี้มีคำบอกเวลาคือ yesterday (เมื่อวาน) และเป็นการพูดถึงสิ่งที่ควรจะทำในอดีตแต่ไม่ได้ทำ (ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว)

จึงไม่สามารถใช้ should study ที่เป็นปัจจุบันได้ คำตอบที่ถูกต้องจึงต้องเป็น should have studied

เทคนิคการสังเกตและจำ:

  • Should have + V.3: ควรจะทำในอดีต
    (แต่ไม่ได้ทำ / รู้สึกเสียดายทีหลัง)
    ตัวอย่าง: I should have set an alarm.
    (ฉันน่าจะตั้งนาฬิกาปลุกไว้เลย)
  • Must have + V.3: ต้องเกิดขึ้นแล้วแน่ๆ ในอดีต
    (การสันนิษฐานในอดีตแบบค่อนข้างมั่นใจ)
    ตัวอย่าง: She is not here; she must have left early. (เธอไม่ได้อยู่ที่นี่ เธอคงจะกลับไปนานแล้วแน่ๆ)
  • Could / Might have + V.3: อาจจะเกิดขึ้นในอดีต
    (การคาดเดาในอดีตที่ยังไม่แน่ใจ)
    ตัวอย่าง: They might have missed the train.
    (พวกเขาอาจจะตกรถไฟไปแล้วก็ได้)
  • ข้อสังเกต: หากในโจทย์มีคำบอกเวลาอดีต เช่น yesterday, last week, in 2020 และต้องการพูดถึงความรู้สึก
    ความคาดเดา

สรุป Check-list เช็กความพร้อมก่อนเข้าห้องสอบ

ก่อนจะก้าวเข้าห้องสอบ ลองใช้เวลาสั้น ๆ ทบทวน 10 จุดไวยากรณ์อังกฤษยอดฮิตนี้อีกครั้ง เพื่อใช้เป็นคัมภีร์เตือนสติตัวเอง

ไม่ให้หลงกลข้อสอบ

  • ส่วนขยายบังตา: ตัด Prepositional Phrase
    ออกจากสายตาเพื่อมองหาประธานแท้
  • A vs The Number of: A number of ใช้กริยาพหูพจน์ ส่วน The number of ใช้กริยาเอกพจน์
  • โครงสร้างขนาน: หน้าและหลังคำเชื่อม (and, or, but)
    ต้องเป็น Part of Speech รูปแบบเดียวกัน
  • Since / For: บอกเวลาจากอดีตถึงปัจจุบัน
    มองหาโครงสร้าง Present Perfect (has/have + V.3)
  • Active / Passive: สังเกตประธานถ้าเป็นสิ่งของ
    ทำเองไม่ได้ ต้องใช้รูปถูกกระทำ (Be + V.3)
  • Participle Clause: ดึงประธานหลังเครื่องหมาย comma มาเช็ก ถ้าทำเองใช้ V-ing ถ้าถูกทำใช้ V.3
  • Relative Pronouns: หลัง whose ต้องเป็นคำนาม
    และห้ามใช้ that หลังเครื่องหมาย comma
  • คำนามนับไม่ได้: คำอย่าง information, advice, furniture, news ห้ามเติม s/es และห้ามใช้ a/an
  • If-Clause แบบผสม: ถ้าย่อมาจากอดีตส่งผลถึงปัจจุบัน (now, today) ต้องใช้โครงสร้าง would + V.inf
    ในส่วนผลลัพธ์
  • Modal ในอดีต: ย้อนพูดถึงอดีตหรือแสดงความเสียดาย
    ต้องใช้รูป Modal + have + V.3

ความแม่นยำในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษไม่ได้เกิดจากการท่องจำกฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการฝึกสังเกตโครงสร้างประโยคและทำโจทย์อย่างสม่ำเสมอ ยิ่งฝึกมองหาจุดหลอกในข้อสอบบ่อยเท่าไร ในวันสอบจริงก็ยิ่งลดโอกาสเสียคะแนนฟรีได้มากเท่านั้น

อัปคะแนนไวยากรณ์อังกฤษให้เป๊ะ พร้อมรับมือทุกสนามสอบที่ Tutor Plus

ไวยากรณ์อังกฤษอาจดูเหมือนเป็นเรื่องของการท่องจำกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อน แต่แท้จริงแล้ว หัวใจสำคัญในการทำข้อสอบคือการสังเกต และการทำความเข้าใจโครงสร้างอย่างถี่ถ้วน ผู้ออกข้อสอบมักจะไม่ได้ถามกฎเกณฑ์ตรง ๆ แต่จะซ่อนจุดหลอกเอาไว้ในประโยคที่ยาว

และซับซ้อน หากนักเรียนสามารถจับจุดสังเกตทั้ง 10 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นได้ รับรองว่าจะช่วยลดความผิดพลาด

ดึงคะแนนกลับมาได้มหาศาล และเพิ่มความมั่นใจในการทำข้อสอบได้อย่างแน่นอน

ที่ Tutor Plus เราเข้าใจดีว่าการเตรียมตัวสอบแข่งขัน ทั้ง A-Level, TGAT1 หรือการสอบเพื่อยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัย

เป็นช่วงเวลาที่กดดันและมีเนื้อหาต้องทบทวนจำนวนมาก คอร์สเรียนภาษาอังกฤษของ Tutor Plus จึงถูกออกแบบมาเพื่ออุดรอยรั่ว

ทางไวยากรณ์โดยเฉพาะ เน้นสอนเทคนิคการสังเกตโครงสร้างประโยค การตัดตัวเลือกอย่างรวดเร็ว และการเก็งข้อสอบที่แม่นยำ

เพื่อให้นักเรียนทำคะแนนได้สูงสุดในเวลาที่จำกัด