การเริ่มต้นเรียนภาษาญี่ปุ่นมักสะดุดกับเรื่องเดียวกัน นั่นคือการต้องมานั่งเปิดพจนานุกรมเพื่อค้นหาวิธีอ่านคันจิสักตัว
แต่กลับเจอเสียงอ่านเรียงกันมา 4-5 แบบจนไม่รู้จะเลือกใช้ตัวไหนดี ความรู้สึกงงและเริ่มท้อแบบนี้เป็นเรื่องปกติมาก
สำหรับผู้เรียนหน้าใหม่ และไม่ได้แปลว่าใครเรียนไม่เก่งเสมอไป เพราะแท้จริงแล้วเสียงอ่านที่ดูวุ่นวายเหล่านั้นล้วนมีที่มา
และมีเหตุผลรองรับอยู่ทั้งหมด
โดยในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าทำไมคันจิเพียงตัวเดียวถึงมีเสียงอ่านได้หลายแบบ
พร้อมแนะนำวิธีสังเกตและเดาเสียงอ่านที่นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เมื่ออ่านจบจะมองเห็นภาพรวมชัดขึ้น
เลิกกลัวตารางเสียงอ่านยาว ๆ ในพจนานุกรม และรู้ว่าควรโฟกัสตรงจุดไหนเพื่อให้เรียนได้เร็วขึ้นและสนุกกว่าเดิม
On-yomi และ Kun-yomi คืออะไร รู้จัก 2 เสียงอ่านหลักของคันจิ
ที่ต้องรู้จัก
ก่อนจะไปถึงคำถามที่ว่าทำไมคันจิถึงมีหลายเสียง ต้องทำความรู้จักกับ 2 สิ่งนี้ก่อน นั่นคือ On-yomi และ Kun-yomi
ซึ่งเป็นระบบเสียงอ่าน 2 แบบที่อยู่คู่กับคันจิแทบทุกตัว การแยกสองอย่างนี้ออกจากกันให้ได้
คือก้าวแรกที่ทำให้เรื่องเสียงอ่านเริ่มมีระเบียบและเข้าใจง่ายขึ้นทันที
- On-yomi หรือ 音読み คือเสียงอ่านที่ญี่ปุ่น
ยืมมาจากการออกเสียงของจีนในสมัยที่รับตัวอักษร
เข้ามาใช้ คำว่า 音 นั้นแปลว่าเสียง จึงพอจะจำง่าย ๆ
ได้ว่านี่คือเสียงที่เลียนแบบต้นฉบับมาจากจีน เสียงในกลุ่มนี้
มักฟังดูสั้น กระชับ และไม่ค่อยสื่อความหมายด้วยตัวเอง
เมื่ออยู่ลำพัง
- Kun-yomi หรือ 訓読み คือเสียงอ่านแบบญี่ปุ่นแท้ที่มีมา
แต่ดั้งเดิม เกิดจากการนำคำในภาษาพูดของญี่ปุ่น
ที่มีความหมายตรงกันมาสวมทับลงบนตัวอักษรจีน คำว่า 訓 แปลว่าความหมายหรือการอธิบาย เสียงกลุ่มนี้
จึงผูกกับความหมายและมักเป็นคำที่คนญี่ปุ่นเข้าใจได้ทันที
แม้เห็นเพียงตัวเดียว
พูดให้เห็นภาพง่ายที่สุด On-yomi เปรียบเหมือนเสียงที่ญี่ปุ่นหยิบยืมมาจากเพื่อนบ้าน ส่วน Kun-yomi คือเสียงที่ญี่ปุ่น
มีอยู่ในบ้านของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว เมื่อสองสิ่งนี้มาเจอกันบนตัวอักษรเดียว จึงกลายเป็นที่มาของเสียงอ่านหลายแบบ
ที่เราเห็นกันในทุกวันนี้
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องรู้จักความต่างของสองเสียงนี้ด้วย คำตอบคือมันเปรียบเสมือนกุญแจที่ช่วยให้เดาเสียงอ่านได้เร็วขึ้นมาก เมื่อรู้ว่าคันจิตัวหนึ่งกำลังทำหน้าที่แบบไหนอยู่ในประโยค ก็จะพอคาดเดาได้ทันทีว่าควรหยิบเสียง On หรือเสียง Kun มาใช้
ซึ่งเป็นทักษะที่จะติดตัวไปตลอดเส้นทางการเรียนภาษาญี่ปุ่น

เกร็ดเล็ก ๆ ที่ช่วยได้มากเวลาเปิดพจนานุกรม คือโดยธรรมเนียมแล้วเสียง On-yomi มักถูกเขียนกำกับด้วยตัวคาตาคานะ
ส่วนเสียง Kun-yomi จะเขียนด้วยฮิรางานะ เพียงสังเกตชนิดของตัวอักษรที่กำกับอยู่ ก็พอเดาได้ทันทีว่ากำลังดูเสียงอ่านแบบไหน
โดยไม่ต้องท่องจำให้ยุ่งยาก
ทำไมคันจิตัวเดียวถึงมีเสียงอ่านได้หลายแบบ
รากของเรื่องทั้งหมดย้อนกลับไปได้ไกลถึงช่วงที่ญี่ปุ่นยังไม่มีตัวอักษรเป็นของตนเอง ในเวลานั้นญี่ปุ่นมีเพียงภาษาพูด
แต่ยังไม่มีระบบการเขียนใด ๆ เมื่อได้รับตัวอักษรจีนเข้ามาผ่านการติดต่อทางวัฒนธรรมและศาสนา
จึงเกิดทางเลือกสองทางขึ้นพร้อมกันในการนำมาใช้
ทางแรกคือรับเอาเสียงอ่านแบบจีนติดมาด้วย ซึ่งกลายเป็นรากของ On-yomi ส่วนอีกทางคือนำตัวอักษรจีนไปจับคู่กับคำญี่ปุ่นเดิม
ที่มีความหมายตรงกัน แล้วอ่านออกเสียงตามภาษาพูดของตนเอง จนกลายเป็นรากของ Kun-yomi ด้วยเหตุนี้คันจิเพียงหนึ่งตัว
จึงแบกเสียงอ่านอย่างน้อยสองสายมาตั้งแต่ต้น
คำถามต่อมาคือแล้วทำไมบางตัวถึงมีเสียง On-yomi มากกว่าหนึ่งเสียงอีก คำตอบซ่อนอยู่ที่ช่วงเวลาของการยืม
เพราะญี่ปุ่นไม่ได้รับตัวอักษรจีนมาในคราวเดียว แต่ทยอยรับเข้ามาหลายระลอกในต่างยุคสมัยและต่างภูมิภาคของจีน
แต่ละระลอกก็พาสำเนียงที่แตกต่างกันติดมาด้วย
- เสียงที่เข้ามาในยุคแรกผ่านเส้นทาง
ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ
มีชื่อเรียกเฉพาะว่าเสียงแบบโกะอง
ถือเป็นเสียงรุ่นเก่าที่ยังหลงเหลือ
ให้เห็นในคำบางกลุ่มมาจนถึงทุกวันนี้
- เสียงที่เข้ามาในยุครุ่งเรือง
ของราชวงศ์ถัง กลายเป็นเสียงมาตรฐานที่พบได้บ่อยที่สุดในปัจจุบัน เรียกว่าเสียงแบบคังอง และเป็นเสียงที่ผู้เรียนส่วนใหญ่จะได้เจอเป็นประจำ
- เสียงที่เข้ามาในยุคหลังผ่านการค้า
และนิกายเซน เรียกว่าเสียงแบบโทอง พบได้ในคำเฉพาะบางกลุ่มและมีจำนวนไม่มากเท่าสองแบบแรก
ไม่จำเป็นต้องจำชื่อยุคเหล่านี้ให้ขึ้นใจแต่อย่างใด เพียงเข้าใจภาพรวมว่าเสียงอ่านหลายแบบของคันจิไม่ได้เกิดจากความสับสน
หรือความมั่ว แต่เป็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่สะสมทับกันมายาวนานนับพันปี เมื่อมองด้วยมุมมองนี้แล้ว ตัวอักษรที่เคยดูยุ่งเหยิง
ก็จะเริ่มมีเรื่องราวและมีเหตุผลขึ้นมาทันที

วิธีคาดเดาว่าคันจิตัวไหนอ่าน On หรือ Kun แบบใช้ได้จริง
มาถึงส่วนที่หลายคนรอคอยมากที่สุด นั่นคือเมื่อเราเจอคันจิในประโยคจริง จะรู้ได้อย่างไรว่าควรอ่านด้วยเสียง On หรือเสียง Kun
แม้จะไม่มีกฎที่ถูกต้องแบบ 100% แต่ก็มีแนวโน้มที่สังเกตได้และช่วยให้เดาถูกได้เป็นส่วนใหญ่ โดยขอแนะนำ 3 ข้อสังเกตหลักที่จำง่ายและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
1. คันจิที่อยู่ตัวเดียวโดด ๆ มักอ่านด้วยเสียง Kun
เมื่อคันจิยืนอยู่ลำพังโดยไม่มีตัวอื่นมาต่อ มันมักทำหน้าที่เป็นคำนามที่สื่อความหมายในตัวเอง กรณีแบบนี้ส่วนใหญ่จะอ่านด้วยเสียง Kun ตัวอย่างเช่นอักษร 山 เมื่ออยู่ตัวเดียวอ่านว่า ยามะ แปลว่าภูเขา หรืออักษร 水 เมื่ออยู่ตัวเดียวอ่านว่า มิซุ แปลว่าน้ำ เหตุผลก็เข้ากันได้ดีกับที่อธิบายไปก่อนหน้า เพราะเสียง Kun คือเสียงญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ผูกกับความหมายโดยตรงนั่นเอง
2. คันจิตั้งแต่สองตัวประกอบกันเป็นคำ มักอ่านด้วยเสียง On
คำที่เกิดจากคันจิตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาต่อกัน ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าจุกุโกะ คำในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะอ่านด้วยเสียง On ทั้งชุด
เพราะเป็นคำที่รับแนวคิดมาจากภาษาจีนพร้อมกับตัวอักษร ตัวอย่างที่เห็นชัดคือคำว่า 富士山 อ่านว่า ฟูจิซัง โดยอักษร 山 ในที่นี้
เปลี่ยนจากยามะมาเป็นซังตามเสียง On หรือคำว่า 水曜日 ที่แปลว่าวันพุธ อ่านว่า ซุยโยบิ ซึ่งอักษร 水 ก็เปลี่ยนจากมิซุมาเป็นซุย
เช่นเดียวกัน
3. คันจิที่มีฮิรางานะต่อท้าย มักอ่านด้วยเสียง Kun
ฮิรางานะที่ตามหลังคันจิมีชื่อเรียกว่าโอคุริงานะ มักพบในคำกริยาและคำคุณศัพท์ โดยคันจิที่มีหางฮิรางานะต่อท้ายแบบนี้ส่วนใหญ่
จะอ่านด้วยเสียง Kun ตัวอย่างเช่นคำว่า 食べる อ่านว่า ทาเบรุ แปลว่ากิน หรือคำว่า 高い อ่านว่า ทาไก แปลว่าสูงหรือแพง
จะสังเกตได้ว่าตัวคันจินำหน้าออกเสียงแบบญี่ปุ่น แล้วปล่อยให้ฮิรางานะที่ตามมาทำหน้าที่ผันรูปของคำ
สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำให้ชัดคือทั้ง 3 ข้อนี้เป็นเพียงแนวโน้ม ไม่ใช่กฎเหล็กที่ถูกต้องเสมอไป ภาษาญี่ปุ่นยังมีคำที่อ่านสลับหรือผสมเสียงกันอยู่ไม่น้อย บางคำประสมกลับเลือกใช้เสียง Kun และบางคันจิที่อยู่ตัวเดียวกลับอ่านด้วยเสียง On การรู้แนวโน้มเหล่านี้ไว้
จะช่วยให้เดาถูกในภาพรวม ส่วนข้อยกเว้นที่เหลือจะค่อย ๆ จำได้เองเมื่อเจอคำศัพท์บ่อยขึ้นตามธรรมชาติ
รวมตัวอย่างคันจิยอดฮิตที่มีทั้งเสียง On และ Kun
เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดเจนมากยิ่งขึ้น ลองมาดูคันจิพื้นฐานที่ผู้เรียนพบเจอบ่อยและมีทั้งสองเสียงอ่านอยู่ในตัวเดียวกัน
ตารางด้านล่างจะช่วยแสดงให้เห็นว่าเสียงไหนใช้ในตอนไหน โดยเลือกคำศัพท์ที่ใช้จริงมาประกอบ
เพื่อให้จำได้ง่ายกว่าการนั่งท่องเสียงอ่านแบบลอย ๆ

จะเห็นได้ว่าคันจิตัวเดียวกันสามารถเปลี่ยนเสียงไปตามบริบทที่มันเข้าไปอยู่ ยกตัวอย่างอักษร 人 เมื่ออยู่ตัวเดียวอ่านว่าฮิโตะแปลว่าคน แต่พอไปอยู่ในคำว่า 日本人 ที่แปลว่าคนญี่ปุ่น กลับเปลี่ยนไปใช้เสียง On เป็นจินแทน นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าเสียงอ่านของคันจิ
ไม่ได้ตายตัว แต่ยืดหยุ่นเปลี่ยนไปตามคำ หรือรูปประโยคที่มันเข้าไปประกอบอยู่ด้วยเสมอ
อีกตัวอย่างที่น่าสนใจเป็นพิเศษคืออักษร 生 ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นคันจิที่มีเสียงอ่านมากที่สุดตัวหนึ่ง ครอบคลุมทั้งเสียงที่แปลว่าเกิด
มีชีวิต ดิบ และสด รวมกันแล้วมากเกินสิบเสียง แต่ไม่ต้องตกใจไป เพราะในการใช้งานจริงจะได้พบเพียงไม่กี่เสียงที่ใช้บ่อยเท่านั้น
ที่เหลือเป็นเสียงเฉพาะทางที่นาน ๆ จะเจอสักครั้ง
จำเป็นต้องท่องเสียงอ่านคันจิทุกเสียงไหม
คำถามนี้อาจเป็นสิ่งที่สร้างความกดดันให้ผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นมากที่สุด และคำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือไม่จำเป็นเลย
การนั่งท่องเสียงอ่านทุกเสียงของคันจิแต่ละตัวแบบแยกเดี่ยว นอกจากจะเหนื่อยและกินเวลาเกินไปแล้ว
ยังลืมง่ายและแทบไม่ได้ใช้จริงด้วย เพราะโดยธรรมชาติสมองของคนเราจดจำสิ่งที่ไม่มีบริบทได้ไม่ดีนัก
วิธีที่ได้ผลกว่าและเป็นธรรมชาติกว่าคือการจดจำเสียงอ่านผ่านคำศัพท์ที่ได้ใช้จริง แทนที่จะท่องว่าอักษร 水 อ่านได้กี่เสียง
ให้จำไปเลยว่า 水 ตัวเดียวคือมิซุแปลว่าน้ำ และ 水曜日 คือซุยโยบิที่แปลว่าวันพุธ เมื่อจดจำเป็นคำ ๆ แล้วลองนำไปใช้พูดจริงบ้าง
ในชีวิตประจำวัน เสียงอ่านที่ถูกต้องจะติดตามมาเองพร้อมกับความหมายและบริบทการใช้งาน
- เรียนเสียงอ่านไปพร้อมกับคำศัพท์
ทุกครั้งที่เจอคันจิตัวใหม่
ให้จดจำควบคู่ไปกับคำที่มันปรากฏอยู่ ไม่ใช่จำตัวอักษรแบบลอย ๆ
วิธีนี้จะทำให้ได้ทั้งความหมาย
การนำไปใช้ และเสียงอ่านมาพร้อมกันในคราวเดียว
- เริ่มจากเสียงที่พบบ่อยก่อน
คันจิหลายตัวมีเสียงที่ใช้งานจริง
เพียงหนึ่งหรือสองเสียง ส่วนเสียง
ที่เหลือนาน ๆ เจอที จึงควรเก็บพลังและเวลาไว้กับเสียงหลักที่ใช้บ่อยก่อน แล้วค่อยเสริมเสียงอื่น ๆ ในภายหลังเมื่อพร้อม
- ทบทวนจากการอ่านของจริง
การได้ลองอ่านประโยค
หรือข้อความจริงจะช่วยตอกย้ำ
ว่าเสียงไหนถูกใช้ในบริบทใด
ซึ่งช่วยให้จำได้แน่นกว่าการนั่งจ้องตารางเสียงอ่านในพจนานุกรมเพียงอย่างเดียวเป็นไหน ๆ
เมื่อเปลี่ยนมุมมองจากการนั่งท่องจำมาเป็นการค่อย ๆ สะสมคำศัพท์ทีละคำมาลองใช้พูดหรืออ่านจริง เรื่องเสียงอ่านของคันจิ
ที่เคยดูน่ากลัวก็จะค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องที่จัดการได้ และผู้เรียนก็จะพบว่า เมื่อผ่านจุดนี้ไปได้ ความมั่นใจในการอ่านภาษาญี่ปุ่นก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บทสรุป
เรื่องเสียงอ่านของคันจิที่ดูซับซ้อนในตอนแรก แท้จริงแล้วตั้งอยู่บนหลักการที่เข้าใจได้ไม่ยากเลย ทั้งหมดสรุปได้เป็นสามใจความสำคัญ คือเสียงอ่านหลายแบบล้วนมีที่มาทางประวัติศาสตร์จากการยืมตัวอักษรจีนหลายยุคหลายสมัย มีแนวโน้มให้สังเกตและเดาได้ว่าเมื่อไร
ควรอ่านด้วยเสียง On และเมื่อไรควรอ่านด้วยเสียง Kun และที่สำคัญที่สุดคือไม่จำเป็นต้องท่องทุกเสียง เพียงเรียนรู้ผ่านคำศัพท์
ที่ใช้จริงก็เพียงพอแล้ว
สำหรับใครที่อยากมีคนคอยช่วยไกด์ให้อ่านคันจิได้คล่องและมั่นใจเร็วขึ้น การเรียนกับติวเตอร์ที่คอยอธิบายและปรับจังหวะ
ให้เหมาะกับตัวเรา ก็ถือเป็นตัวช่วยที่ประหยัดเวลาได้มากทีเดียว หากสนใจ สามารถทดลองเรียนหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
กับทาง Tutorplus ได้เลย

