การสอบ TGAT คือหนึ่งในด่านสำคัญสำหรับน้อง ๆ ที่กำลังเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยผ่านระบบ TCAS เพราะคะแนนส่วนนี้ถูกนำไปใช้
ในเกณฑ์การคัดเลือกหลายรอบและหลาย ๆ คณะในมหาวิทยาลัยดัง คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดจากเด็กมัธยมปลาย
ก็คือ ควรเริ่มอ่านตอนไหนถึงจะทัน และต้องใช้เวลาเตรียมตัวนานแค่ไหนถึงจะพอ ความจริงแล้วคำตอบไม่ได้มีสูตรตายตัว
เพราะการเตรียมตัวเหล่านี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานเดิมของแต่ละคน เวลาที่เหลือก่อนสอบ และวิธีจัดสรรเวลาเรียนในแต่ละวัน
ซึ่งในบทความนี้จะพาคุณไปเข้าใจภาพรวมตั้งแต่จุดเริ่มต้น ไปจนถึงการวางแผนอ่านตามจำนวนเดือนที่เหลือก่อนสอบจริง พร้อมเทคนิคและข้อควรระวังที่ช่วยให้คุณออกแบบตารางเตรียมตัวของตัวเองได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเหลือเวลาครึ่งปีหรือเพียงไม่กี่สัปดาห์
ก็ยังมีหนทางที่ทำให้คะแนนดีขึ้นได้เสมอ

ทำความรู้จัก TGAT กับเหตุผลที่ควรวางแผนอ่านตั้งแต่เนิ่น ๆ
TGAT คือ การทดสอบความถนัดทั่วไป เป็นข้อสอบกลางที่ใช้วัดทักษะพื้นฐานซึ่งจำเป็นต่อการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย
และการทำงานในอนาคต จุดเด่นคือไม่ได้เน้นการท่องจำเนื้อหาวิชาการเหมือนข้อสอบรายวิชา แต่เน้นวัดวิธีคิด การสื่อสาร
และการแก้ปัญหา หลาย ๆ คนจึงเข้าใจผิดว่าไม่ต้องเตรียมตัวก็ได้ ทั้งที่จริงแล้วการฝึกฝนอย่างเป็นระบบช่วยเพิ่มคะแนนได้อย่างชัดเจน
คะแนนเต็มของ TGAT อยู่ที่ 300 คะแนน แบ่งเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กัน ส่วนละหนึ่งร้อยคะแนน เมื่อรู้ว่าคะแนนนี้มีน้ำหนักต่อโอกาส
เข้าเรียนมากเพียงใด การวางแผนอ่านตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะช่วยให้คุณมีเวลาทำความคุ้นเคยกับแนวข้อสอบ
ฝึกจับเวลา และค่อย ๆ แก้จุดอ่อนได้ทันก่อนถึงวันสอบจริง โดยไม่ต้องเร่งอัดทุกอย่างในช่วงท้าย
รู้จักโครงสร้างข้อสอบ TGAT ก่อนเริ่มวางแผนอ่าน
ก่อนจะลงมือวางแผนเตรียมสอบ คุณควรเข้าใจก่อนว่า TGAT แบ่งออกเป็น 3 พาร์ทใหญ่ ๆ ซึ่งแต่ละพาร์ทใช้ทักษะคนละแบบ
การเข้าใจโครงสร้างนี้จะช่วยให้คุณจัดลำดับความสำคัญในการอ่านได้ถูกจุด และไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ตรงกับข้อสอบจริง
- TGAT1 – พาร์ทการสื่อสารภาษาอังกฤษ แบ่งเป็นการใช้ภาษา
ในสถานการณ์จริงและทักษะการอ่านอย่างละครึ่ง โจทย์มักให้บทสนทนาสั้น ประกาศ หรือบทความมาตีความ
ดังนั้นการสะสมคำศัพท์ที่พบบ่อย
ฝึกเดาความหมายจากบริบท
และอ่านบทความภาษาอังกฤษสั้น ๆ เป็นประจำ จะช่วยให้ทำพาร์ทนี้ได้ลื่นขึ้น โดยไม่ต้องนั่งท่องไวยากรณ์เป็นกฎ
ทีละข้อ
- TGAT2 – พาร์ทการคิดอย่างมีเหตุผล ครอบคลุมความสามารถทางภาษา ตัวเลข มิติสัมพันธ์ และการให้เหตุผล ถือเป็นส่วนที่ฝึกแล้วเห็นผลชัดที่สุด เพราะโจทย์มีรูปแบบซ้ำ ๆ
ที่พอจับทางได้ เมื่อฝึกทำมากพอจะเริ่มมองออกว่าโจทย์แต่ละแบบต้องใช้วิธีคิดอย่างไร แล้วทำได้แม่นและเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
- TGAT3 – พาร์ทสมรรถนะการทำงานในอนาคต วัดเรื่องการสร้างคุณค่า
และนวัตกรรม การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การจัดการอารมณ์
และการเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วม
ต่อสังคม จุดสำคัญคือไม่มีเนื้อหา
ให้ท่องจำ แต่ต้องเลือกตอบ
ให้สอดคล้องกับสถานการณ์
การฝึกอ่านโจทย์ให้เข้าใจเจตนา
และเลือกคำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุด
จึงสำคัญกว่าการสุ่มเดา
ข้อดีของการวางแผนอ่าน TGAT ล่วงหน้า
หลายคนมองว่าการเริ่มเร็วเป็นเรื่องของคนขยันเกินเหตุ แต่ในความเป็นจริงแล้วการวางแผนอ่าน TGAT ล่วงหน้าให้ประโยชน์
ที่จับต้องได้มากกว่าที่คุณคิด และมักเป็นตัวแปรที่ทำให้คะแนนของแต่ละคนแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน
- ลดความกดดันในช่วงโค้งสุดท้าย เพราะได้ทยอยอ่านเนื้อหาข้อสอบไปทีละน้อยตั้งแต่ต้น ไม่ต้องอัดทุกอย่างในคืนเดียวจนนอนไม่พอ หรือรู้สึกกดดันจนเกินไป และสุดท้ายคือความเครียดที่น้อยลงยังช่วยให้สมองจดจำสิ่งที่อ่านได้ดีกว่าการเร่งทำในช่วงท้ายอีกด้วย
- เรามีเวลาทำข้อสอบเก่าและจับเวลาจริงได้หลายรอบ ทำให้คุ้นเคยกับรูปแบบคำถาม จำนวนข้อสอบ และความเร็วที่ต้องใช้ในการทำ
พอถึงวันสอบจริงจึงไม่เสียเวลาทำความเข้าใจโจทย์ใหม่ และไม่ตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่เคยเจอ - เมื่อได้ทดสอบหรือมีเวลาก็จะเห็นจุดอ่อนของตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ และมีเวลามากพอที่จะค่อย ๆ แก้ไขในส่วนนี้ได้
แทนที่จะมารู้ตัวทีหลังตอนใกล้สอบจนแก้ไม่ทัน ยิ่งรู้ได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรลงแรงกับเรื่องไหนก่อนเพื่อให้คุ้มเวลาที่สุด - เราสามารถสร้างความมั่นใจในวันสอบได้มากขึ้น เพราะได้เดินเข้าห้องสอบด้วยความรู้สึกว่าเตรียมตัวมาเต็มที่แล้ว
ความมั่นใจที่มาจากการเตรียมตัวจริงช่วยให้ทำข้อสอบได้เต็มศักยภาพ ไม่ตื่นเต้นจนทำข้อสอบพลาดไป
แล้วควรเริ่มอ่าน TGAT กี่เดือนก่อนสอบถึงจะพอ
คำตอบในอุดมคติคือเริ่มเตรียมตัวก่อนสอบประมาณ 3 ถึง 6 เดือน เพราะเป็นช่วงเวลาที่กำลังพอดี ไม่เร่งรีบจนเครียดไป
และไม่นานจนลืมสิ่งที่อ่านไปแล้ว อย่างไรก็ตามแต่ละคนมีจุดตั้งต้นไม่เท่ากัน บางคนมีพื้นฐานที่แน่นมากพอที่จะไปต่อ
บางคนเพิ่งเริ่มจากศูนย์ ดังนั้นลองดูแนวทางการวางแผนอ่าน TGAT ตามเวลาที่เหลือดังนี้ดู
เมื่อเหลือเวลา 6 เดือนขึ้นไป
ในช่วงเวลานี้ถ้าคุณเริ่มเร็วถือว่าได้เปรียบมาก ช่วง 2-3 เดือนแรกให้เน้นปูพื้นฐานและทำความเข้าใจแนวข้อสอบ
ของแต่ละพาร์ทแบบสบาย ๆ ก่อน โดยเริ่มแค่สัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมงก็เพียงพอ จากนั้นค่อยเพิ่มความเข้มข้นด้วยการทำโจทย์
และจับเวลาในช่วงสองเดือนสุดท้าย วิธีนี้ช่วยให้ความรู้ค่อย ๆ ซึมซับเข้าสมองโดยไม่รู้สึกหนักหรือยากจนเกินไปอีกด้วย
เมื่อเหลือเวลาประมาณ 3 เดือน
นี่คือกรอบเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่เพราะบางคนมีเวลาเพียงแค่นี้ โดยแนะนำให้แบ่งเป็น 3 ช่วง เดือนแรกเก็บพื้นฐาน
และสำรวจว่าตัวเองอ่อนพาร์ทไหน เดือนที่สองลงลึกในจุดอ่อนและทำโจทย์เป็นชุด ส่วนเดือนสุดท้ายให้ทำข้อสอบเสมือนจริง
พร้อมจับเวลา เพื่อปรับจังหวะการทำข้อสอบให้ทันและคุ้นเคยกับความกดดันจริงที่เจอในสนามสอบ
เมื่อเหลือเวลา 1 เดือนหรือน้อยกว่า
แม้เวลาจะกระชั้นชิดหรือเหลือเวลาน้อย แต่ก็ยังทำคะแนนให้ดีขึ้นได้ ขอเพียงเลือกโฟกัสให้ถูกจุด ให้ทุ่มเวลาไปที่พาร์ทที่เก็บคะแนนได้ง่ายและพัฒนาได้เร็วก่อน ทำข้อสอบเก่าให้มากที่สุดเพื่อจับแนวทาง และอย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะสภาพร่างกาย
ที่พร้อมมีผลต่อคะแนนไม่แพ้การอ่านหนังสือ

วิธีแบ่งเวลาอ่าน TGAT แต่ละพาร์ทให้ลงตัว
เมื่อรู้แล้วว่าเราเหลือเวลาเท่าไรในการเตรียมตัว ขั้นต่อไปคือการแบ่งเวลาให้แต่ละพาร์ทของ TGAT อย่างสมดุล หลักการง่าย ๆ
คือลงเวลามากกับพาร์ทที่พัฒนาได้เร็วและยังทำได้ไม่ดีมากพอ แล้วใช้เวลาที่เหลือรักษาระดับกับพาร์ทที่ถนัดอยู่แล้ว
- พาร์ทที่เป็นจุดอ่อนควรได้เวลาในการเตรียมตัวมากที่สุด
เพราะยังมีช่องว่างให้เพิ่มคะแนนได้อีกเยอะ โดยทั่วไป
การขยับคะแนนจากระดับน้อยไปปานกลางมักทำได้ง่าย
และเร็วกว่าการดันคะแนนที่สูงอยู่แล้วให้สูงขึ้นไปอีก
จึงคุ้มค่าที่จะลงแรงเตรียมตัวในส่วนนี้ก่อน - พาร์ทที่ถนัดอยู่แล้วใช้เวลาน้อยลงได้ เน้นเพียงทบทวน
เป็นระยะเพื่อไม่ให้ลืมเนื้อหาหรือใจความสำคัญเอาไว้
ไม่จำเป็นต้องทุ่มเวลาเยอะเท่ากับจุดอ่อน เพราะคะแนนส่วนนี้ค่อนข้างนิ่งและมีโอกาสเพิ่มได้น้อยกว่า แต่ก็ไม่ควร
ปล่อยปะละเลยไม่ทบทวนแต่อย่างใดด้วยเช่นกัน
- สลับพาร์ทในการอ่านแต่ละวันแทนการจม
อยู่กับเรื่องเดียวนาน ๆ เช่น วันนี้เน้นการคิดเชิงเหตุผล
วันถัดไปสลับมาฝึกภาษาอังกฤษ การเปลี่ยนบรรยากาศแบบนี้ช่วยลดความเบื่อ ความเครียด หรือความกดดันเกี่ยวกับเนื้อหา ทำให้สมองได้พักจากเนื้อหาเดิม ๆ และจดจ่อกับเนื้อหาใหม่ ๆ ได้นานขึ้น - กันเวลาไว้สำหรับทำข้อสอบรวมทุกพาร์ทอย่างน้อยสัปดาห์
ละครั้ง เพื่อฝึกความอึดและการบริหารเวลาเมื่อต้องทำต่อเนื่องยาว ๆ เพราะการทำทีละพาร์ทกับการทำรวดเดียวทั้งชุด
ให้ความรู้สึกและความเหนื่อยที่ต่างกันมาก
ตัวอย่างตารางอ่าน TGAT แบบทำตามได้จริงในแต่ละสัปดาห์
เพื่อให้เห็นภาพชัดมากขึ้น ลองดูตัวอย่างตารางอ่าน TGAT สำหรับคนที่มีเวลาเตรียมตัวประมาณสามเดือน คุณสามารถปรับเพิ่ม
หรือลดได้ตามเวลาว่างและพื้นฐานของตัวเอง
| ช่วงเวลา | เป้าหมายหลักของการอ่าน |
|---|---|
| เดือนที่ 1 | เก็บพื้นฐานทั้งสามพาร์ทและสำรวจว่าตัวเองอ่อนจุดไหน |
| เดือนที่ 2 | ลงลึกในจุดอ่อนและทำโจทย์แยกพาร์ทเป็นชุด |
| เดือนที่ 3 | ทำข้อสอบเสมือนจริงพร้อมจับเวลาและทบทวนข้อที่ทำผิด |
| สัปดาห์สุดท้าย | ทบทวนสรุปย่อ พักผ่อนให้พอ และเตรียมความพร้อมก่อนวันสอบ |
หัวใจของตารางนี้คือความสม่ำเสมอ การอ่านวันละ 1-2 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่องให้ผลดีกว่าการหักโหมหนักเป็นครั้งคราว
เพราะสมองจะค่อย ๆ จดจำและเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนได้ดีกว่าการกดดันตัวเองแล้วจำในช่วงเวลาสั้น ๆ

เทคนิคอ่าน TGAT ให้เข้าใจและทำคะแนนได้จริง
การอ่านเยอะอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์มากพอในการเตรียมข้อสอบ แต่ถ้าอยากให้คะแนน TGAT ออกมาดีจริง ลองนำเทคนิคเหล่านี้
ไปปรับใช้กับการเตรียมตัวของคุณดู
- เริ่มจากทำข้อสอบเก่าอย่างน้อยหนึ่งชุดก่อนลงมืออ่านจริงจัง เพื่อให้เห็นว่าแนวข้อสอบจริงมีหน้าตาเป็นอย่างไรและตอนนี้ตัวเอง
อยู่ตรงไหน อ่อนจุดใดบ้าง ผลที่ได้จะเปรียบเหมือนแผนที่ที่บอกว่าควรลงแรงกับพาร์ทไหนเป็นพิเศษ แทนที่จะอ่านแบบเหวี่ยงแห
ไปทุกเรื่อง - จับเวลาทุกครั้งที่ฝึกทำโจทย์ เพราะการบริหารเวลาคือหัวใจของพาร์ทที่มีข้อเยอะ การฝึกแบบจับเวลาจะสอนให้รู้ว่าข้อไหนควรข้ามไปก่อนแล้วค่อยกลับมาทำใหม่ จะได้ไม่ติดอยู่กับข้อยาก ๆ เพียงข้อเดียวจนเสียข้อง่ายที่อยู่ข้างหลังไป
- จดบันทึกข้อที่ทำผิดและทบทวนซ้ำเป็นระยะ จุดที่พลาดบ่อยมักเป็นจุดที่เพิ่มคะแนนได้มากที่สุด ยิ่งถ้าหากแก้ไขได้
การกลับมาเปิดสมุดข้อผิดของตัวเองก่อนสอบยังเร็วและตรงจุดกว่าการนั่งอ่านเนื้อหาใหม่ทั้งหมดอีกรอบ - ฝึกภาษาอังกฤษจากสิ่งรอบตัวให้เป็นกิจวัตร เช่น อ่านข่าวสั้น ฟังคลิป หรือฟังเพลงที่ชอบแล้วลองจับใจความ วิธีนี้ทำให้คุ้นเคย
กับการใช้ภาษาแบบธรรมชาติและสนุกกว่าการนั่งท่องศัพท์เป็นรายการยาว ๆ จึงทำได้ต่อเนื่องในระยะยาว - สำหรับพาร์ทสมรรถนะการทำงาน ให้ฝึกคิดในมุมของการแก้ปัญหาและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น มากกว่าการมองหาคำตอบ
ที่ถูกเพียงข้อเดียว ลองถามตัวเองในแต่ละโจทย์ว่าตัวเลือกไหนสะท้อนความรับผิดชอบและการมองภาพรวมมากที่สุด
เพราะนั่นมักเป็นคำตอบที่ข้อสอบต้องการเสมอ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเตรียมสอบ TGAT
หลาย ๆ คนตั้งใจอ่านแต่กลับได้คะแนนไม่เป็นไปตามที่หวัง (หรือเพราะอาจจะหวังคะแนนที่มากจนเกินไป) สาเหตุมักมาจากข้อผิดพลาด
ที่ถูกมองข้ามแล้วโฟกัสเพียงแค่การเตรียมสอบเพียงอย่างเดียว การรู้ทันไว้ก่อนจะช่วยให้การเตรียมสอบ TGAT ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ผัดวันประกันพรุ่งจนเหลือเวลาน้อยเกินไป แล้วต้องเร่งอ่านแบบเอาให้จบมากกว่าเอาให้เข้าใจ ผลคือความรู้ไม่ติดตัวและทำข้อสอบได้ไม่เต็มที่ การตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ เป็นรายสัปดาห์และทำให้ได้จริงจะช่วยกันปัญหานี้ได้ดีกว่าการตั้งเป้าใหญ่แล้วไม่ลงมือเสมอ
- ทุ่มเวลาให้พาร์ทที่ถนัดอยู่แล้วเพราะอ่านสนุกและรู้สึกว่าตัวเองทำได้ดี แต่กลับละเลยพาร์ทที่เป็นจุดอ่อนซึ่งเป็นต้นเหตุ
ที่ทำให้คะแนนรวมไม่ขยับ การยอมฝืนทำสิ่งที่ไม่ถนัดบ้างจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คะแนนโดยรวมดีขึ้นได้จริง - อ่านและทบทวนอย่างเดียวโดยไม่เคยลองทำข้อสอบจับเวลา ทำให้เข้าใจเนื้อหาดีแต่พอถึงสนามจริงกลับทำไม่ทัน
เพราะความเร็วและความแม่นยำต้องฝึกควบคู่กันไปอย่างสม่ำเสมอ การรู้คำตอบเพียงอย่างเดียวไม่พอถ้าทำไม่ทันเวลาที่กำหนด - หักโหมอ่านจนพักผ่อนไม่พอในช่วงใกล้สอบ ส่งผลให้สมาธิ ความจำ และการตัดสินใจในห้องสอบแย่ลงโดยไม่รู้ตัว
บางครั้งการนอนหลับให้เต็มอิ่มในคืนก่อนสอบกลับมีค่ามากกว่าการพยายามอ่านเพิ่มอีกหลายชั่วโมงในคืนนั้น - เชื่อข้อมูลเก่าที่ไม่อัปเดต ทั้งเรื่องกำหนดการ จำนวนข้อ หรือรูปแบบการสอบ ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ในแต่ละปี
จึงควรตรวจสอบจากแหล่งทางการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้วางแผนหรือเตรียมตัวผิดทางตั้งแต่ต้น
บทสรุป
การเตรียมสอบ TGAT ไม่ได้มีสูตรสำเร็จแบบตายตัวที่ได้ผลลัพธ์แบบแน่นอน แต่หลักการสำคัญคือเริ่มเตรียมตัวให้เร็วเท่าที่ทำได้ วางแผนตามเวลาที่เหลือ แบ่งเวลาให้แต่ละพาร์ทอย่างสมดุล และฝึกทำข้อสอบจริงอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าคุณจะเหลือเวลา 6 เดือน
หรือเพียงไม่กี่สัปดาห์ การลงมือวางแผนตั้งแต่วันนี้ย่อมดีกว่าการรอให้ใกล้สอบแล้วค่อยเริ่ม
หากคุณอยากได้แผนการอ่านที่ออกแบบมาเพื่อพื้นฐานและเป้าหมายของตัวเองโดยเฉพาะ สามารถทักมาพูดคุยกับทาง Tutorplus
เพื่อขอคำปรึกษาเบื้องต้นได้ หรืออ่านบทความอื่น ๆ เกี่ยวกับการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อ เพื่อให้การเดินทางสู่คณะในฝัน
ของคุณได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

