TOEIC คืออะไร? โครงสร้างข้อสอบ และวิธีเตรียมตัวให้ผ่านในรอบเดียว

TOEIC

ในยุคที่ตลาดแรงงานมีการแข่งขันสูง ทักษะภาษาอังกฤษถือเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ทุกองค์กรคาดหวัง โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาจบใหม่และคนทำงานที่กำลังวางแผน เตรียมตัวสอบ TOEIC เพื่อนำผลคะแนนไปยื่นสมัครงาน การมีหลักฐานรับรองความสามารถทางภาษา

ที่จับต้องได้และเป็นสากล จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความได้เปรียบและช่วยเพิ่มโอกาสให้ได้รับการพิจารณาเข้าทำงานในองค์กรชั้นนำมากยิ่งขึ้น

หนึ่งในเครื่องมือวัดระดับภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือการสอบ TOEIC ซึ่งเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญในการเปิดประตู

สู่โอกาสใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสมัครงานในบริษัทข้ามชาติ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สายการบิน หรือแม้กระทั่งการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งและปรับฐานเงินเดือนในองค์กรปัจจุบัน โดยในปัจจุบันมีรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายให้เลือกตามความสะดวก เช่น การติวด้วยตัวเอง หรือการเลือกสมัคร คอร์สเรียน TOEIC เพื่อทางลัดในการคว้าคะแนน

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นและกำลังสงสัยว่า TOEIC คืออะไร มีโครงสร้างข้อสอบอย่างไร รวมถึงต้องเตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง บทความนี้ได้รวบรวมทุกข้อมูลสำคัญอัปเดตล่าสุดปี 2026 ไว้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้เข้าสอบสามารถวางแผนและทำคะแนน

ได้ตามเป้าหมายในการ สอบ TOEIC ตั้งแต่รอบแรก

TOEIC คืออะไร? ทำไมคนทำงานยุคนี้ต้องมีติดโปรไฟล์

TOEIC หรือ Test of English for International Communication คือ ข้อสอบมาตรฐานระดับสากลที่ใช้ประเมินทักษะ

ความรู้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ (Non-native speakers) โดยลักษณะเนื้อหาของข้อสอบ

จะแตกต่างจากการสอบเชิงวิชาการทั่วไปอย่าง TOEFL หรือ IELTS เนื่องจาก TOEIC จะเน้นวัดทักษะการสื่อสารที่จำเป็น

และใช้จริงในชีวิตประจำวัน แวดวงธุรกิจ และสภาพแวดล้อมการทำงานระดับนานาชาติ ซึ่งในโลกการทำงานปัจจุบัน

การมีคะแนน TOEIC แนบไปพร้อมกับเรซูเม่ถือเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญและแทบจะเป็นพิมพ์เขียวสู่ความสำเร็จ

ด้วยเหตุผลหลักดังต่อไปนี้

  • เพิ่มโอกาสในการคัดเลือกเข้าทำงาน: บริษัทข้ามชาติชั้นนำ องค์กรเอกชนขนาดใหญ่ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่
    ใช้คะแนน TOEIC เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำในการคัดกรองใบสมัคร หากผู้สมัครมีคะแนนถึงเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะมีโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์งานมากกว่า
  • โอกาสในการอัปเงินเดือนและเลื่อนตำแหน่ง: หลายองค์กรมีนโยบายมอบค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มให้เป็นค่าภาษารายเดือน
    ตามขั้นของคะแนน หรือใช้เป็นเกณฑ์สำคัญประกอบการพิจารณาเลื่อนขั้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น โดยเฉพาะตำแหน่ง
    ที่ต้องติดต่อประสานงานกับต่างประเทศ
  • ใบเบิกทางสู่สายงานการบินและงานบริการระดับสากล: สายงานลูกเรือ เจ้าหน้าที่ภาคพื้น รวมถึงตำแหน่งงานในโรงแรมระดับ 5 ดาว จำเป็นต้องใช้คะแนนสอบนี้เป็นข้อบังคับในการสมัครเพื่อยืนยันว่าพร้อมให้บริการลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก
เจาะลึกโครงสร้างข้อสอบ TOEIC

เจาะลึกโครงสร้างข้อสอบ TOEIC (Listening & Reading)

การเตรียมตัวสอบ TOEIC ให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างของข้อสอบอย่างละเอียด โดยรูปแบบที่นิยมสอบ

และใช้เป็นมาตรฐานในการยื่นสมัครงานมากที่สุดคือ TOEIC Listening and Reading Test ซึ่งเป็นข้อสอบปรนัย

จำนวนทั้งหมด 200 ข้อ คะแนนเต็ม 990 คะแนน และมีเวลาในการทำข้อสอบรวม 2 ชั่วโมง โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

Part 1: Listening Comprehension (การฟัง)

ส่วนการฟังมีจำนวน 100 ข้อ คะแนนเต็ม 495 คะแนน

ใช้เวลาประมาณ 45 นาที โดยผู้เข้าสอบต้องฟังเนื้อหา

จากเครื่องเสียงที่เปิดในห้องสอบและตอบคำถาม

ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 4 พาร์ท

  • พาร์ท 1 Photographs (6 ข้อ): ดูภาพถ่ายที่กำหนดให้
    แล้วเลือกประโยคบรรยายภาพที่ถูกต้องที่สุด
  • พาร์ท 2 Question-Response (25 ข้อ): ฟังคำถาม
    หรือประโยคพูด แล้วเลือกคำตอบหรือประโยคโต้ตอบ
    ที่เหมาะสม
  • พาร์ท 3 Short Conversations (39 ข้อ): ฟังบทสนทนาระหว่างบุคคล 2-3 คน แล้วตอบคำถามจากสิ่งที่ได้ยิน
  • พาร์ท 4 Short Talks (30 ข้อ): ฟังบทพูดสั้น ๆ
    จากคนเพียงคนเดียว เช่น เสียงประกาศ คำแนะนำ
    หรือรายงานสภาพอากาศ แล้วตอบคำถาม

Part 2: Reading Comprehension (การอ่าน)

ส่วนการอ่านมีจำนวน 100 ข้อ คะแนนเต็ม 495 คะแนน

ใช้เวลา 75 นาที โดยผู้เข้าสอบต้องบริหารเวลาในการอ่าน

และทำข้อสอบด้วยตัวเอง ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 3 พาร์ท

  • พาร์ท 5 Incomplete Sentences (30 ข้อ): เติมคำ
    ในช่องว่างระดับประโยค เพื่อวัดความรู้ด้านไวยากรณ์ (Grammar) และคำศัพท์ (Vocabulary)
  • พาร์ท 6 Text Completion (16 ข้อ): เติมคำหรือประโยค
    ในช่องว่างระดับบทความ เช่น อีเมล จดหมาย
    หรือประกาศสั้น ๆ
  • พาร์ท 7 Reading Comprehension (54 ข้อ):
    อ่านบทความเดี่ยว บทความคู่ หรือบทความสามส่วน
    (Single, Double, Triple Passages) แล้วตอบคำถาม
    เพื่อวัดทักษะการจับใจความและการคิดวิเคราะห์จากเนื้อเรื่อง

อัปเดตข้อมูลการสอบ TOEIC ค่าสมัคร สถานที่ และสิ่งที่ต้องเตรียม

สำหรับผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการระเบียบการและขั้นตอนการจองสอบ

ที่เป็นปัจจุบัน เพื่อให้วันลงสนามจริงเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความตื่นตระหนก โดยมีรายละเอียดสำคัญที่ต้องทราบดังนี้

ค่าสมัครสอบและรอบสอบ

  • ค่าสมัครสอบ: สำหรับบุคคลทั่วไป (Institutional Test) อัตราค่าสอบอยู่ที่ 1,800 บาท ส่วนกรณีที่ต้องการตรวจสอบผลสอบ
    ผ่านระบบออนไลน์ (Online Result) หรือเป็นศูนย์สอบสำหรับกรณีเฉพาะ อาจมีค่าบริการเพิ่มเติมตามที่สถาบันกำหนด
  • รอบสอบ: ศูนย์สอบหลักเปิดให้บริการสอบทุกวันจันทร์ถึงวันเสาร์ (ปิดวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
    โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 รอบต่อวัน คือ รอบเช้า (ประมาณ 09:00 น.) และรอบบ่าย (ประมาณ 13:00 น.)
    ซึ่งแนะนำให้สำรองที่นั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 1-3 วันทำการ

ศูนย์สอบ TOEIC ในประเทศไทย

ในประเทศไทยมีศูนย์สอบอย่างเป็นทางการภายใต้การดูแลของ Center for Professional Assessment (Thailand) อยู่ 2 จุดหลัก ได้แก่

  • ศูนย์สอบกรุงเทพฯ: ตั้งอยู่ที่อาคาร BB Building ชั้น 19 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS (สถานีอโศก) หรือ MRT (สถานีเพชรบุรี/สุขุมวิท)
  • ศูนย์สอบเชียงใหม่: ตั้งอยู่ที่อาคารนวรัตน์ ชั้น 3 ถนนแก้วนวรัฐ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สอบ
    ในโซนภาคเหนือ

เอกสารและกฎระเบียบในวันสอบ

  • เอกสารที่ต้องนำไป: บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงที่ยังไม่หมดอายุ หรือหนังสือเดินทาง (Passport) ตัวจริงเท่านั้น
    หากไม่มีเอกสารหลักฐานเหล่านี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องสอบในทุกกรณี
  • เครื่องเขียน: ทางศูนย์สอบจะเป็นผู้จัดเตรียมดินสอ 2B และยางลบไว้ให้บนโต๊ะสอบ ไม่อนุญาตให้นำปากกา ดินสอ
    หรือกล่องดินสอของตัวเองเข้าห้องสอบ
  • การแต่งกาย: ต้องแต่งกายด้วยชุดสุภาพ เสื้อมีแขน กางเกงขายาวหรือกระโปรงทรงสุภาพ รองเท้าหุ้มส้น (งดใส่กางเกงขาสั้น
    เสื้อสายเดี่ยว และรองเท้าแตะ) เนื่องจากภายในห้องสอบมีมาตรการรักษาความปลอดภัยและควบคุมอุณหภูมิที่ค่อนข้างเย็น
คะแนน TOEIC เท่าไหร่?

คะแนน TOEIC เท่าไหร่? ถึงจะพอสำหรับสายงานของคุณ

คะแนน TOEIC ไม่มีเกณฑ์คำว่าสอบผ่าน หรือสอบตกอย่างเป็นทางการ เนื่องจากแต่ละองค์กรและแต่ละสายงานจะเป็นผู้กำหนดเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำในการรับเข้าทำงานเองตามความจำเป็นในการใช้งานจริง โดยคะแนนรวมจะอยู่ระหว่าง 10 ถึง 990 คะแนน

ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มคะแนนตามเป้าหมายของแต่ละสายอาชีพได้ดังนี้

  • คะแนนระดับ 500 – 600+ (ระดับพื้นฐานถึงปานกลาง): เป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับนักศึกษาจบใหม่ที่ใช้ยื่นสมัครงานในบริษัทเอกชนทั่วไป ตำแหน่งงานที่ไม่ต้องติดต่อกับต่างประเทศโดยตรง เช่น เจ้าหน้าที่ธุรการ เจ้าหน้าที่ไอที วิศวกรในโรงงานอุตสาหกรรม หรือใช้เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำในการเข้าทำงานหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง
  • คะแนนระดับ 650 – 750+ (ระดับดี): เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับบริษัทข้ามชาติ (Multinational Corporations) บริษัทชั้นนำของไทยที่ต้องดีลงานระดับสากล รวมถึงตำแหน่งงานเฉพาะทาง เช่น เจ้าหน้าที่การตลาดระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่จัดซื้อต่างประเทศ นักแปล และเป็นเกณฑ์ยอดนิยมสำหรับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นของสายการบิน (Ground Staff)
  • คะแนนระดับ 800+ ขึ้นไป (ระดับดีเยี่ยม): เป็นคะแนนในฝันของคนทำงานหลายคน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสมัครตำแหน่งงาน
    ระดับบริหาร (Management Trainee) นักการทูต เจ้าหน้าที่ในองค์กรระหว่างประเทศ (NGOs) รวมไปถึงพนักงานต้อนรับ
    บนเครื่องบิน (แอร์โฮสเตสและสจ๊วต) ของสายการบินระดับพรีเมียมที่ต้องการบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษในระดับสูง
    เพื่อการสื่อสารที่ไร้ที่ติ

3 สเต็ปเตรียมตัวสอบ TOEIC ให้ผ่านฉลุยในรอบเดียว

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นและยังจับต้นชนปลายไม่ถูก การวางแผนอย่างมีระบบจะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มโอกาสในการคว้าคะแนนเป้าหมายได้ตั้งแต่การลงสนามครั้งแรก โดยสามารถนำวิธีเตรียมตัวสอบ TOEIC ฉบับรวบรัด 3 สเต็ปนี้ไปปรับใช้ได้ทันที

  • ประเมินพื้นฐานเดิมและตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน
    สเต็ปแรกคือการรู้จุดยืนของตัวเอง โดยการลองทำข้อสอบจำลอง (Mock Test) แบบจับเวลาจริง เพื่อดูว่าหากลงสนามสอบ
    โดยไม่มีการเตรียมตัวจะได้คะแนนอยู่ที่ประมาณเท่าใด จากนั้นจึงนำผลลัพธ์มาเปรียบเทียบกับเกณฑ์คะแนนที่สายงาน
    หรือบริษัทในฝันกำหนดไว้ เพื่อคำนวณหาส่วนต่างของคะแนนที่ต้องทำเพิ่ม และใช้วางแผนระยะเวลาในการอ่านหนังสือได้
    อย่างเหมาะสม
  • วิเคราะห์จุดอ่อนและปิดรอยรั่วทีละพาร์ท
    ข้อสอบ TOEIC มีการแบ่งพาร์ทอย่างชัดเจน หากพบว่าคะแนนในส่วนการฟัง (Listening) น้อยกว่าการอ่าน (Reading)
    ควรแบ่งเวลามาฝึกฟังภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เช่น การฟัง Podcast หรือข่าวภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งฝึกจับ Keyword สำคัญ แต่หากมีปัญหาในส่วนการอ่านที่ทำไม่ทันเนื่องจากติดขัดเรื่องโครงสร้างภาษา ควรหันมาเน้นทบทวนเรื่องไวยากรณ์ (Grammar) เฉพาะหัวข้อที่ออกสอบบ่อย และหมั่นสะสมคลังคำศัพท์เกี่ยวกับแวดวงธุรกิจและการทำงาน
  • ฝึกเทคนิคทางลัดและการบริหารเวลา
    ความท้าทายที่สุดของการสอบ TOEIC คือเวลาที่จำกัดมาก โดยเฉพาะพาร์ทการอ่านที่มีถึง 100 ข้อ แต่มีเวลาให้ทำเพียง 75 นาที (เฉลี่ยข้อละไม่ถึง 45 วินาที) การทำคะแนนให้สูงจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของทักษะและเทคนิคทางลัด เช่น เทคนิคการมองโครงสร้างประโยคเพื่อตัดช้อยส์ในพาร์ท Grammar โดยไม่ต้องเสียเวลาแปลทุกคำ หรือเทคนิคการอ่านคำถามก่อนอ่านเนื้อเรื่อง (Scan & Skim) ในพาร์ทการอ่านบทความยาว ๆ ซึ่งทักษะเหล่านี้ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
    จนเกิดความชำนาญ

ทางลัดสู่คะแนนเป้าหมายกับ คอร์สเรียน TOEIC จาก Tutor Plus

การเตรียมตัวสอบ TOEIC ให้ได้คะแนนสูงในระยะเวลาอันสั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยการท่องจำหนังสือเล่มหนาอีกต่อไป

แต่หัวใจสำคัญคือการเข้าใจโครงสร้างข้อสอบอย่างทะลุปรุโปร่ง และรู้เทคนิควิธีคิดที่ถูกต้องเพื่อทำข้อสอบให้ทันเวลา

สำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นใจและต้องการทางลัดในการคว้าคะแนนเป้าหมายเพื่อไปยื่นสมัครงานหรืออัปเงินเดือน คอร์สเรียน TOEIC จาก Tuto rPlus ได้รวบรวมทุกสูตรลัดและเทคนิคการตัดช้อยส์ที่ใช้ได้จริงในห้องสอบ พร้อมวิเคราะห์จุดออกสอบบ่อยทั้งพาร์ทฟัง

และพาร์ทอ่าน ช่วยให้ประหยัดเวลาในการเตรียมตัว และพร้อมลงสนามสอบได้อย่างมั่นใจในรอบเดียว