การตัดสินใจว่าจะเลือกสอบ IELTS หรือ TOEFL ดี นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่หลาย ๆ คนมักมองข้าม ทั้งที่จริงแล้วมันคือจุดตัดสิน
ที่ส่งผลต่อทั้งเวลา เงิน และโอกาสในการไปให้ถึงเป้าหมาย ซึ่งข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ 2 ตัวนี้ไม่ได้ใช้แทนกันได้ในทุกสถานการณ์เสมอไป บางมหาวิทยาลัยรับเฉพาะบางตัว บางหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองก็ระบุชัดว่าต้องเป็นแบบใด หากเลือกพลาดตั้งแต่ต้น
สิ่งที่เสียไปไม่ได้มีแค่ค่าสมัครสอบอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเวลาเตรียมตัวหลายสัปดาห์ที่อาจต้องต้นตั้งแต่การนับหนึ่งใหม่
โดยในบทความนี้จะพาไล่เรียงทีละขั้นแบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่การทำความเข้าใจเป้าหมายของตัวเอง
การเทียบจุดต่างที่มีผลต่อการตัดสินใจจริง ไปจนถึงวิธีตรวจสอบเงื่อนไขของปลายทางให้แน่ใจ เป้าหมายคือช่วยให้คุณเห็นภาพชัด
ว่าเส้นทางของตัวเองเหมาะกับข้อสอบแบบไหน จะได้วางแผนเตรียมตัวได้ถูกทางตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องเสียแรงลองผิดลองถูก
ให้เปลืองทั้งใจและทุน
IELTS คืออะไร
IELTS ย่อมาจาก International English Language Testing System เป็นข้อสอบมาตรฐานที่ใช้วัดความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ โดยจุดประสงค์หลักคือใช้เป็นหลักฐานยืนยันระดับภาษาสำหรับการเรียนต่อ การทำงาน
หรือการย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ข้อสอบนี้ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัย องค์กร
และหน่วยงานราชการในหลายประเทศทั่วโลก จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คนไทยนิยมสอบมากที่สุดคู่กับ TOEFL
การสอบ IELTS จะวัดทักษะภาษาอังกฤษครบทั้ง 4 ด้าน (ลักษณะเหมือนการสอบ TOEFL เลย) เพื่อสะท้อนความสามารถ
ในการใช้งานจริง ไม่ใช่แค่การท่องจำ ประกอบด้วย
- การฟัง ประเมินความเข้าใจบทสนทนาและการบรรยายในบริบทต่าง ๆ
- การอ่าน ประเมินความเข้าใจเนื้อหาจากบทความและเอกสารหลากหลายรูปแบบ
- การเขียน ประเมินการเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นงานเขียนที่มีโครงสร้างชัดเจน
- การพูด ประเมินการสื่อสารผ่านบทสนทนากับผู้คุมสอบที่เป็นคนจริง
ผลคะแนน IELTS รายงานเป็นระดับที่เรียกว่าแบนด์ ตั้งแต่ 0 ถึง 9 และมีคะแนนครึ่งขั้นแทรกอยู่ด้วย ยิ่งแบนด์สูงก็ยิ่งสะท้อน
ความชำนาญในการใช้ภาษาที่มากขึ้น นอกจากนี้ IELTS ยังแบ่งออกเป็น 2 เวอร์ชัน คือแบบ Academic
สำหรับการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และแบบ General Training สำหรับการทำงานและการย้ายถิ่นฐาน

ก่อนเลือกสอบ IELTS ลองตอบตัวเอง 3 ข้อนี้ก่อน
การที่จะคิดว่าตัวเองควรเลือกข้อสอบไหนดีที่ใช่และตอบโจทย์ทางเลือกในอนาคต เราไม่ควรเริ่มจากคำถามว่าตัวไหนดีกว่ากัน
แต่เริ่มจากการตั้งคำถามว่าเป้าหมายของคุณคือว่ามันอะไร โดยเมื่อตอบ 3 ข้อนี้ได้ครบ ตัวเลือกที่ไม่เกี่ยวข้องจะถูกตัดออกไปเองทีละขั้น
1. จะไปเรียนต่อ หรือไปทำงาน
จุดประสงค์ที่ต่างกัน เวอร์ชันของข้อสอบก็แตกต่างกันไป โดยเฉพาะฝั่ง IELTS ที่แยกออกเป็น 2 แบบชัดเจน คือแบบสำหรับการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเน้นภาษาเชิงวิชาการ กับแบบสำหรับการทำงานและการย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเน้นภาษาในชีวิตประจำวันและบริบท
การทำงาน ถ้าตอบข้อนี้ได้ชัด คุณจะรู้ทันทีว่าควรมองเวอร์ชันไหนเป็นหลักในการสอบ IELTS
2. ปลายทางคือประเทศไหน
แต่ละประเทศมีความคุ้นเคยกับข้อสอบไม่เท่ากัน บางแห่งผูกพันกับตัวหนึ่งเป็นพิเศษด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์และระบบการศึกษา
การรู้ว่าจะไปประเทศไหนช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นมาก เพราะนี่คือปัจจัยที่มีน้ำหนักที่สุดในการเลือกข้อสอบ
3. มีสถาบันหรือบริษัทในใจแล้วหรือยัง
ถ้าคุณเล็งมหาวิทยาลัยหรือองค์กรไว้แล้ว ให้ข้ามขั้นตอนการเดาไปได้เลย เข้าไปดูเงื่อนไขของที่นั่นโดยตรงจะได้คำตอบที่แม่นที่สุด
และเร็วกว่าการนั่งอ่านบทความเปรียบเทียบหลายสิบรอบ เพราะสุดท้ายแล้วเสียงที่ดังที่สุดคือข้อกำหนดของปลายทางเอง
เมื่อมีคำตอบทั้ง 3 ข้ออยู่ในใจแล้ว การเลือกสอบ IELTS หรือ TOEFL จะไม่ใช่เรื่องคลุมเครืออีกต่อไป
แต่จะกลายเป็นการจับคู่ระหว่างเป้าหมายกับข้อสอบให้ลงตัวอย่างมีเหตุผล
IELTS กับ TOEFL ต่างกันตรงไหน เฉพาะจุดที่มีผลต่อการเลือก
ข้อสอบทั้ง 2 ตัวนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะ แม้ภายนอกจะดูคล้ายกัน และมักถูกเรียกคู่กันเสมอ จนหลาย ๆ คนเข้าใจผิดว่าเป็นตัวเดียว แต่คุณไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างเพื่อเลือกให้ถูก แค่โฟกัส 3 จุดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจจริงก็เพียงพอแล้ว
ความนิยมในแต่ละประเทศ
ในภาพกว้าง IELTS มีรากฐานมาจากอังกฤษและกลุ่มประเทศเครือจักรภพ จึงคุ้นเคยเป็นพิเศษกับสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย
และนิวซีแลนด์ ส่วน TOEFL ถือกำเนิดในสหรัฐอเมริกา จึงเป็นที่คุ้นเคยของสถาบันฝั่งอเมริกามาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งนี้ไม่ได้ตายตัวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ปัจจุบันมหาวิทยาลัยจำนวนมากทั่วโลกเปิดรับทั้ง 2 ตัว รวมถึงในสหรัฐฯ
ที่หลายแห่งก็รับ IELTS ด้วยเช่นกัน ความนิยมจึงเป็นเพียงแนวโน้มของคนในแต่ละช่วง ไม่ใช่กฎเกณฑ์หลัก
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการตรวจสอบเงื่อนไขปลายทางจริงถึงสำคัญกว่าการยึดติดกับภาพจำเดิม ๆ
รูปแบบข้อสอบที่รู้สึกได้จริง
นี่คือจุดที่ผู้เข้าสอบสัมผัสความแตกต่างได้อย่างชัดเจน และมักกลายเป็นตัวตัดสินสำหรับคนที่ปลายทางเปิดรับทั้งคู่
- ด้านการพูด – ฝั่ง IELTS ให้คุณพูดกับผู้คุมสอบที่เป็นคนจริง เหมือนบทสนทนาโต้ตอบกันไปมา ส่วน TOEFL
ให้พูดใส่ไมโครโฟนแล้วบันทึกเสียงเอาไว้
ไม่มีคู่สนทนาอยู่ตรงหน้า
- ด้านการเขียนและการทำข้อสอบโดยรวม – TOEFL
เป็นระบบคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบ พิมพ์คำตอบทุกอย่าง
ผ่านแป้นพิมพ์ ส่วน IELTS มีให้เลือกทั้งแบบ
ทำบนคอมพิวเตอร์และแบบเขียนด้วยกระดาษ
ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน
ความต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในตรงนี้ส่งผลต่อความสบายใจระหว่างสอบมากกว่าที่คิด บางคนพูดกับคนแล้วลื่นไหลเป็นธรรมชาติ
ในขณะที่บางคนเกร็งจนแสดงศักยภาพได้ดีกว่าเมื่อพูดใส่ไมค์เงียบ ๆ ตามลำพัง
ค่าสอบและการหาศูนย์สอบ
ค่าสอบของทั้ง 2 ตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ไม่ได้ต่างกันจนกลายเป็นตัวตัดสินหลัก ส่วนศูนย์สอบในไทยก็หาได้ไม่ยากทั้งคู่
โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพที่มีรอบสอบให้เลือกหลายช่วง เนื่องจากค่าธรรมเนียมและตารางสอบมีการปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อย ๆ ก่อนสมัครจริงจึงควรเข้าไปดูตัวเลขและรอบล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและเป็นปัจจุบันที่สุด

เลือกสอบ IELTS หรือ TOEFL อย่างไรให้ตรงเป้าหมายของคุณ
มาถึงหัวใจหลักของเรื่องหรือในบทความนี้กันแล้ว เมื่อตัวเราเองรู้แล้วว่าเป้าหมายคืออะไร และเห็นจุดต่างที่สำคัญกันไปแล้ว
ทีนี่ลองมาจับคู่กับสถานการณ์ของตัวเองตามกรณีต่าง ๆ ต่อไปนี้กันดีกว่า เพื่อให้เห็นภาพว่าเส้นทางของคุณควรวางน้ำหนักไปข้อสอบทางไหนดี
อยากเรียนต่อสหรัฐอเมริกาหรือแคนาดา
ถ้าเล็งฝั่งอเมริกาเหนือ TOEFL เป็นตัวเลือกที่คุ้นเคย
และปลอดภัย เพราะสถาบันจำนวนมากในภูมิภาคนี้ใช้กันมานาน แต่ในหลายมหาวิทยาลัยก็เปิดรับ IELTS ควบคู่ไปด้วยเช่นกัน
ดังนั้นหากคุณถนัด IELTS มากกว่า ก็ยังมีโอกาสใช้ได้ไม่น้อย
ข้อควรระวังคืออย่าเพิ่งฟันธงไปว่ามหาลัยรับทั้งคู่แน่ ๆ
ให้เข้าไปดูหน้าเงื่อนไขของแต่ละที่ก่อน เพราะบางคณะ
หรือบางโปรแกรมอาจกำหนดความต่างจากภาพรวม
ของมหาวิทยาลัยด้วย
อยากเรียนต่อสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์
กลุ่มประเทศนี้คือถิ่นที่ IELTS ได้รับการยอมรับ
อย่างกว้างขวางที่สุด ทั้งในบริบทของการเรียนต่อและเรื่องวีซ่า ถ้าเป้าหมายของคุณอยู่แถบนี้ การเลือก IELTS มักเป็นเส้นทางที่ราบรื่นกว่าเสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้อง
กับหน่วยงานราชการ ข้อควรระวังคือให้ดูให้ชัดว่าปลายทางต้องการเวอร์ชันสำหรับการเรียน หรือเวอร์ชันสำหรับ
การย้ายถิ่นฐาน เพราะสองอย่างนี้ไม่เหมือนกันและใช้แทนกันไม่ได้แต่อย่างใด
อยากทำงานหรือขอวีซาย้ายถิ่นฐาน
สำหรับเส้นทางสายทำงานและการย้ายถิ่นฐาน IELTS เวอร์ชันสำหรับงานทั่วไปมักเป็นสิ่งที่หน่วยงานต้องการ
ซึ่งต่างจากเวอร์ชันสำหรับการเรียนต่อที่เน้นภาษาเชิงวิชาการ
จุดนี้เป็นจุดที่หลายคนพลาดกันบ่อย
เพราะหลายคนสอบผิดเวอร์ชันไปโดยไม่รู้ตัว แล้วต้องเสียเวลาสอบใหม่ ก่อนสมัครจึงต้องอ่านเงื่อนไขให้ละเอียดว่าปลายทางระบุเวอร์ชันไหนไว้อย่างชัดเจน
ยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน เลือกตัวไหนดีที่สุด
ถ้ายังไม่ปักธงว่าจะไปประเทศไหนแน่ ๆ การเลือกตัวที่ยืดหยุ่น
และเป็นที่ยอมรับในวงกว้างไว้ก่อนคือทางที่เสี่ยงน้อยที่สุด IELTS ถือเป็นตัวเลือกที่ครอบคลุมหลายปลายทาง จึงเป็นจุดตั้งต้นที่ดีเมื่อแผนในอนาคตยังไม่นิ่ง และเมื่อเป้าหมายชัดขึ้นในภายหลัง ทักษะภาษาอังกฤษที่ฝึกฝนมาก็ยังต่อยอดได้ ไม่มีอะไรสูญเปล่า

ขั้นตอนสำคัญที่สุดก่อนสอบ IELTS เช็กเงื่อนไขปลายทางก่อนเสมอ
ไม่ว่าบทความไหนจะแนะนำอย่างไร สิ่งที่ชี้ขาดจริง ๆ คือเงื่อนไขของสถาบันหรือหน่วยงานที่คุณจะไป
เพราะฉะนั้นก่อนจะลงเงินและลงเวลากับการเตรียมสอบ IELTS หรือ TOEFL ให้ทำขั้นตอนสั้น ๆ ต่อไปนี้ก่อนเสมอ
- เข้าเว็บไซต์ทางการของมหาวิทยาลัยหรือองค์กร
ปลายทางโดยตรง อย่าอิงจากข้อมูลบอกต่อเพียงอย่างเดียว เพราะในมหาวิทยาลัยหรือองค์กรต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลง
ที่การขึ้นอยู่ตลอดเวลา - มองหาหน้าที่เกี่ยวกับเงื่อนไขการรับเข้า หรือคำว่า English proficiency requirements ซึ่งมักระบุข้อกำหนด
ด้านภาษาไว้
- ดูให้ชัดเจนว่าปลายทางรับข้อสอบตัวไหนบ้าง
ต้องการคะแนนขั้นต่ำเท่าไหร่ และกำหนดเวอร์ชัน
ไหนเป็นพิเศษหรือไม่ - ถ้ามีหลายคณะหรือหลายโปรแกรมที่สนใจ ให้เช็กเงื่อนไข
ของโปรแกรมที่คุณจะสมัครโดยเฉพาะไว้ก่อน
เพราะรายละเอียดในแต่ละอันอาจมีส่วนที่แตกต่างกันไป
การยอมสละเวลาสักครึ่งชั่วโมงเพื่อยืนยันข้อมูลจากต้นทาง ช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลาได้อีกมากในระยะยาว
และทำให้แผนเตรียมสอบของคุณตั้งอยู่บนข้อมูลจริง ไม่ใช่การคาดเดาไปเรื่อย
ถ้าปลายทางรับทั้ง IELTS และ TOEFL ก็ต้องเลือกจากจุดแข็งของตัวเอง
บ่อยครั้งที่ปลายทางเปิดรับทั้ง 2 ตัว ทำให้ตัวตัดสินย้ายมาอยู่ที่ตัวคุณเองแทน คำถามจึงเปลี่ยนจากตัวไหนดีกว่า
มาเป็นแบบไหนที่เข้ากับจุดแข็งของคุณมากกว่า ลองสำรวจตัวเองตามแนวทางต่อไปนี้
ถนัดพูดกับคนจริง หรือพูดใส่ไมค์มากกว่ากัน
บางคนพูดกับคนตรงหน้าแล้วรู้สึกเป็นธรรมชาติ การมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบช่วยให้บทสนทนาลื่นไหลขึ้น คนกลุ่มนี้มักสบายใจกับรูปแบบ
ของ IELTS ในทางกลับกัน บางคนประหม่าเมื่อมีคนจ้องมองตอนพูด และทำได้ดีกว่าเมื่อได้พูดใส่ไมโครโฟนอย่างเงียบ ๆ
คนกลุ่มนี้อาจเข้าทางกับ TOEFL มากกว่า
ถนัดพิมพ์คอม หรือเขียนด้วยมือ
ถ้าคุณพิมพ์เร็วและคุ้นเคยกับการเรียบเรียงความคิดผ่านแป้นพิมพ์ ระบบคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบก็เป็นมิตรกับคุณ
แต่ถ้าคิดงานได้ลื่นกว่าเวลาจับปากกาเขียน การได้เลือกเขียนด้วยกระดาษในแบบที่ IELTS มีให้ ก็เป็นข้อได้เปรียบที่ไม่ควรมองข้าม
นั่งกับข้อสอบยาว ๆ ได้นานแค่ไหน
สมาธิและความอึดในการทำข้อสอบต่อเนื่องก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่หลายคนลืมนึกถึง ลองประเมินตัวเองตามจริงว่าคุณจดจ่อได้ดี
ในรูปแบบไหน แล้วเลือกข้อสอบที่ให้คุณได้แสดงศักยภาพเต็มที่ โดยไม่ต้องฝืนธรรมชาติของตัวเองมากจนเกินไป
เมื่อประเมินจุดแข็งครบทุกด้านแล้ว คำตอบมักจะโผล่มาเอง เพราะข้อสอบที่ใช่ คือข้อสอบที่ให้คุณได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ที่สุด
ในวันสอบจริง
บทสรุป
การเลือกระหว่าง IELTS กับ TOEFL ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวสำหรับทุกคน แต่มีคำตอบที่เหมาะกับคุณที่สุด
ซึ่งเกิดจากการจับสามอย่างเข้าด้วยกัน คือเป้าหมายว่าจะเรียนหรือจะทำงาน ปลายทางว่าจะไปประเทศไหน และจุดแข็งของตัวคุณเอง เมื่อวางสามสิ่งนี้ให้ตรงกัน ข้อสอบที่ใช่ก็จะปรากฏชัด และการเตรียมตัวหลังจากนั้นก็จะมีทิศทางแน่นอน ไม่เสียแรงไปโดยเปล่าประโยชน์
หากยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะกับข้อสอบแบบไหน หรืออยากรู้ว่าตอนนี้พื้นฐานภาษาอังกฤษของคุณอยู่ระดับใด การลองทำแบบทดสอบวัดระดับสักครั้งจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นก่อนเริ่มลงมือจริง และหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนสอบ IELTS
หรืออยากปรึกษาแนวทางเตรียมตัวให้เหมาะกับเป้าหมายเฉพาะของคุณ สามารถติดต่อทีมงานเข้ามาพูดคุยและประเมินจุดเริ่มต้น
ที่ใช่ไปด้วยกันได้

