การวางแผนเรียนต่อต่างประเทศหรือยื่นขอทุน มักมีชื่อของ TOEIC/TOEFL โผล่ขึ้นมาเป็นด่านแรกเสมอ
หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินคำนี้บ่อยจนคุ้นหู แต่พอจะลงสนามจริงกลับไม่รู้ว่าต้องเริ่มตรงไหน หรือสอบอะไรบ้าง
และต้องได้คะแนนเท่าไรถึงจะเพียงพอในการใช้งานด้านต่าง ๆ ซึ่งความไม่แน่ใจเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้มือใหม่หลายคนลังเล
จนพลาดโอกาสดี ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย
โดยในบทความนี้จะรวบรวมทุกเรื่องพื้นฐานของ TOEFL ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย รูปแบบข้อสอบ ระบบคะแนน ไปจนถึงค่าใช้จ่ายและวิธีสมัครในไทย ที่สำคัญคือปรับข้อมูลให้ตรงกับรูปแบบใหม่เพื่อให้คนที่กำลังจะเริ่มต้นเห็นภาพรวมชัดเจน และวางแผนเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจตั้งแต่ก้าวแรก
TOEFL คืออะไร และมีไว้เพื่ออะไร
TOEFL ย่อมาจาก Test of English as a Foreign Language เป็นข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษมาตรฐานสากลที่จัดสอบ
โดยองค์กร ETS จากสหรัฐอเมริกา โดยจุดเด่นของข้อสอบนี้คือเน้นวัดการใช้ภาษาอังกฤษในบริบทวิชาการ ครอบคลุมทั้งการอ่าน
การฟัง การเขียน และการพูด และอิงสำเนียงแบบอเมริกันเป็นหลัก คนที่คุ้นเคยกับหนัง ซีรีส์ หรือคลิปจากฝั่งอเมริกามักปรับตัว
เข้ากับสำเนียงในข้อสอบได้ไม่ยากนัก
ส่วนในคำถามว่าทำไมโลกการศึกษาถึงต้องมีข้อสอบ TOEFL คำตอบเรียบนั้นเรียบง่ายมาก มหาวิทยาลัยที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ
จำเป็นต้องมั่นใจว่าผู้สมัครจากประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่จะสามารถนั่งฟังเลกเชอร์ อ่านตำรา และเขียนรายงานได้จริง การมีคะแนนกลางที่ทุกสถาบันเข้าใจตรงกันจึงช่วยให้การคัดเลือกยุติธรรมและวัดผลได้เป็นรูปธรรม คะแนนนี้จึงกลายเป็นภาษากลางของวงการรับสมัครทั่วโลก
โดยประโยชน์ของคะแนน TOEFL สามารถตีความแล้วครอบคลุมมากกว่าที่มือใหม่หลาย ๆ คนคิด ซึ่งสรุปได้ดังนี้
- ยื่นเรียนต่อได้ทุกระดับ ตั้งแต่ปริญญาตรี โท ไปจนถึงเอก
ทั้งหลักสูตรนานาชาติในไทยและมหาวิทยาลัยต่างประเทศ คะแนนใบเดียวจึงต่อยอดได้ยาวถึงระดับสูงสุดโดยไม่ต้องไปสอบวัดผลตัวอื่นเพิ่มให้วุ่นวาย - เพิ่มโอกาสคว้าทุน ทุนการศึกษาและโครงการแลกเปลี่ยนจำนวนมากกำหนดให้แนบผลคะแนนภาษาอังกฤษ
เป็นหลักฐานความพร้อม การมีคะแนน TOEFL
ติดมือไว้ล่วงหน้าช่วยให้ยื่นได้ทันรอบและดูจริงจัง
ในสายตากรรมการ
- ใช้สมัครงานสายอินเตอร์ องค์กรระหว่างประเทศ
และบริษัทข้ามชาติหลายแห่งขอผลวัดระดับภาษาอังกฤษประกอบใบสมัคร คะแนนที่ดีจึงเป็นแต้มต่อที่ทำให้โปรไฟล์
โดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่นตั้งแต่ด่านแรก - เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ได้รับการรับรองจากสถาบัน
และหน่วยงานหลายหมื่นแห่งในกว่า 200 ประเทศ
ทำให้วางแผนอนาคตได้ยืดหยุ่น ไม่ถูกล็อกว่าต้องไปประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น
พูดง่าย ๆ คือคะแนนสอบในใบเดียวสามารถเปิดประตูโอกาสได้หลายบาน และยิ่งวางแผนเนิ่น ๆ ก็ยิ่งได้เปรียบในการจะทำคะแนน
จากข้อสอบนี้เพื่อเปิดทางไปสู่อนาคตใหม่ ๆ

TOEFL มีกี่แบบ และแต่ละแบบต่างกันอย่างไร
ก่อนจะลงลึกเรื่องข้อสอบ มือใหม่ควรแยกให้ออกก่อนว่า TOEFL ที่พูดถึงกันนั้นมีมากกว่า 1 แบบ และแต่ละแบบมีไว้คนละวัตถุประสงค์ หากเข้าใจผิดตั้งแต่ต้นอาจเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
รูปแบบที่ได้รับความนิยมและถูกพูดถึงมากที่สุดคือ TOEFL iBT ซึ่งเป็นการสอบผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ทำข้อสอบบนคอมพิวเตอร์
วัดครบทั้ง 4 ทักษะ และเป็นตัวที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศส่วนใหญ่ยอมรับ สอบได้ทั้งที่ศูนย์สอบและแบบ Home Edition ที่นั่งทำที่บ้านโดยมีเจ้าหน้าที่คุมสอบผ่านระบบออนไลน์
อีกแบบที่พบได้ในไทยคือ TOEFL ITP ซึ่งเป็นข้อสอบแบบสถาบัน มักใช้ภายในองค์กรหรือมหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น ใช้คัดเลือกเข้าเรียน วัดระดับก่อนจบการศึกษา หรือใช้ในโครงการเฉพาะ ข้อสอบเน้นการฟังและการอ่านเป็นหลัก ไม่มีพาร์ตพูด และค่าสอบถูกกว่ามาก
สรุปให้เห็นภาพแบบง่าย ๆ สำหรับมือใหม่ ก่อนตัดสินใจว่าจะลงแบบไหน
- เล็งเรียนนอกหรือขอทุนไปต่างประเทศ ให้เลือก iBT
ถ้าเป้าหมายคือเรียนต่อต่างประเทศหรือยื่นทุนระดับสากล TOEFL iBT คือคำตอบหลัก เพราะวัดครบทั้งสี่ทักษะ
และเป็นแบบที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ทั่วโลกยอมรับ
- ใช้ภายในองค์กรหรือในประเทศไทย ดูที่ ITP ถ้าต้องใช้คะแนนกับหน่วยงานหรือมหาวิทยาลัยในไทยที่ระบุ ITP
โดยเฉพาะ ให้เลือกแบบนั้นเพื่อไม่ให้เสียเที่ยว
และควรสอบถามเงื่อนไขจากปลายทางให้ชัดก่อนทุกครั้ง
สิ่งสำคัญคือตรวจสอบเงื่อนไขของปลายทางหรือเป้าหมายของตัวเองให้ชัดเจนก่อนสมัครสอบ เพราะการสอบผิดแบบเท่ากับต้องเสียเงินและเวลาไปสอบใหม่
รู้จักหัวใจหลักรูปแบบข้อสอบ TOEFL ทั้ง 4 ทักษะ
หัวใจของ TOEFL คือการวัด 4 ทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนจริง โดยลำดับการสอบแบบใหม่จะเริ่มจากการอ่าน การฟัง การเขียน
และปิดท้ายด้วยการพูด แต่ละพาร์ตล้วนออกแบบให้จำลองสถานการณ์ที่ผู้เรียนต้องเจอในห้องเรียนจริง หรือตามสถานการณ์ต่าง ๆ
- การอ่าน – ได้อ่านบทความเชิงวิชาการแล้วตอบคำถามที่วัด
ทั้งการจับใจความ การหาข้อมูลเฉพาะจุด
และการตีความเจตนาของผู้เขียน พาร์ตนี้ปรับระดับความยากตามผลงาน จึงต้องคุมจังหวะและบริหารเวลาให้ดี - การฟัง – ฟังบทสนทนา การบรรยาย หรือประกาศ
ในบรรยากาศมหาวิทยาลัย แล้วตอบคำถามเพื่อจับประเด็นหลักและรายละเอียดสำคัญ จดโน้ตระหว่างฟังได้
ความท้าทายคือเสียงเล่นครั้งเดียวไม่มีย้อนกลับ
- การเขียน – วัดการเรียบเรียงความคิดเป็นภาษาอังกฤษอย่างมีเหตุผล มีทั้งงานที่ต้องรวมข้อมูลจากสิ่งที่อ่าน
และฟังเข้าด้วยกัน และงานที่ต้องแสดงความเห็นในบริบท
การพูดคุยแบบห้องเรียนออนไลน์ จึงต้องคิดเร็ว
และเขียนให้กระชับ - การพูด – พูดตอบผ่านไมโครโฟนโดยระบบบันทึกเสียงไว้
ไม่ได้เจอกรรมการตัวจริง มีทั้งงานที่ให้ออกความเห็น
ของตัวเอง และงานที่ต้องฟังหรืออ่านก่อนแล้วสรุปเป็นคำพูด เคล็ดลับคือฝึกตอบให้จบภายในเวลาที่จำกัด
เพื่อรับมือความกดดันที่ต้องเจอตอนสอบจริง
ความท้าทายของ TOEFL อยู่ตรงที่หลาย ๆ งานเป็นแบบผสมทักษะ เช่น อ่านแล้วต้องเขียน หรือฟังแล้วต้องพูด
ซึ่งสะท้อนการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่ต้องใช้หลายทักษะพร้อมกัน มือใหม่ที่ฝึกแยกทีละทักษะอย่างเดียวมักตกม้าตายกับงานแบบผสม จึงควรฝึกเชื่อมทักษะเข้าด้วยกันตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้คุ้นเคยกับจังหวะของข้อสอบจริง

ระบบคะแนน TOEFL แบบใหม่ 1 ถึง 6 และแบบเดิม 0 ถึง 120
เรื่องคะแนนเป็นจุดที่สร้างความสับสนให้กับมือใหม่มากที่สุดในช่วงนี้ เพราะ TOEFL กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีคะแนนสองสเกล
ใช้ควบคู่กัน การเข้าใจทั้ง 2 แบบจะช่วยให้อ่านผลและเทียบเกณฑ์ของสถาบันได้ถูกต้อง
สเกลแบบใหม่ให้คะแนนแต่ละทักษะเป็นแบนด์ตั้งแต่ 1 ถึง 6 โดยขยับทีละครึ่งแต้ม เช่น 4.5 หรือ 5.0 ส่วนคะแนนรวมคิดจากค่าเฉลี่ยของทั้ง 4 ทักษะ ไม่ใช่การนำมาบวกกันเหมือนสมัยก่อน สเกลนี้ออกแบบให้เทียบกับกรอบมาตรฐาน CEFR ได้ง่าย
ทำให้สถาบันตีความระดับภาษาได้สะดวกขึ้น
ส่วนสเกลแบบเดิมยังคงใช้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างปี 2026 ถึง 2028 โดยคะแนนเต็มอยู่ที่ 120 แบ่งเป็นทักษะละ 30 เท่ากัน
ทั้งสี่ด้าน ผู้สอบจะเห็นทั้งคะแนนแบบ 1 ถึง 6 และแบบ 0 ถึง 120 บนใบรายงานผล ทำให้ยังเทียบกับเกณฑ์เดิมของมหาวิทยาลัย
ที่คุ้นเคยได้
มีอีกสองเรื่องที่มือใหม่ควรจำ อย่างแรกคือคะแนน TOEFL มีอายุการใช้งาน 2 ปีนับจากวันสอบ หากเกินกำหนดก็ต้องทำการสอบใหม่ อย่างที่สองคือระบบ MyBest ที่รวมคะแนนดีที่สุดของแต่ละทักษะจากการสอบหลายครั้งในช่วงสองปี ช่วยให้บางคนได้ภาพคะแนนที่ดีขึ้นเมื่อยื่นสมัครไปใช้งานในแต่ละแบบ
แล้วต้องได้คะแนน TOEFL เท่าไรถึงจะเพียงพอและตอบโจทย์
คำถามยอดฮิตคือ TOEFL ต้องได้คะแนนเท่าไรกันละถึงจะเรียกว่าผ่าน หรือตอบโจทย์ในการไปใช้งานจริง ซึ่งคำตอบตรง ๆ คือข้อสอบนี้ไม่มีเส้นแบ่งผ่านหรือตายตัว เพราะเป็นการวัดระดับความสามารถ คะแนนที่เพียงพอจึงขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปใช้ที่ไหนและเพื่ออะไร
โดยในแต่ละสถาบันกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของตัวเอง เพื่อให้เห็นภาพคร่าว ๆ นี่คือช่วงคะแนนที่พบบ่อยเมื่ออิงกับสเกลเดิมที่คนคุ้นเคย
- ปริญญาตรีทั่วไป ราว 61 ถึง 80 ครอบคลุมหลักสูตรนานาชาติส่วนใหญ่ในระดับปริญญาตรี ช่วงนี้สะท้อนว่าผู้เรียนสื่อสารในห้องเรียนได้พอตัวและตามเนื้อหาที่สอนเป็นภาษาอังกฤษได้โดยไม่สะดุด
- ปริญญาตรีมหาวิทยาลัยชั้นนำ ราว 80 ถึง 100 สถาบัน
ที่มีการแข่งขันสูงมักตั้งเกณฑ์ไว้แถบนี้ เพื่อคัดผู้เรียน
ที่พร้อมรับมือกับตำราและงานเขียนจำนวนมากได้ตั้งแต่ปีแรก
- ปริญญาโทและเอก ราว 80 ถึง 100 ระดับบัณฑิตศึกษา
ต้องอ่านงานวิจัยและเขียนเชิงวิชาการที่เข้มข้น เกณฑ์จึงขยับสูงขึ้นตามภาระงานที่หนักกว่าระดับปริญญาตรีอย่างชัดเจน - มหาวิทยาลัยระดับโลก 100 ขึ้นไป กลุ่มมหาวิทยาลัยแนวหน้าและบางหลักสูตรเฉพาะทางอาจขอ 100 ขึ้นไป พร้อมกำหนดคะแนนขั้นต่ำรายทักษะควบคู่กันไปด้วย จึงควรเผื่อเป้าให้สูงกว่าเกณฑ์ไว้เล็กน้อย
ข้อควรระวังที่หลาย ๆ คนมักมองข้ามคือหลายที่ไม่ได้ดูแค่คะแนนรวมว่ามีมากน้อยแค่ไหน แต่กำหนดคะแนนขั้นต่ำรายทักษะด้วย
เช่น พาร์ตพูดหรือพาร์ตเขียนต้องผ่านระดับหนึ่ง หากคะแนนรวมถึงเกณฑ์แต่ทักษะใดทักษะหนึ่งต่ำเกินไป ก็อาจยื่นไม่ผ่าน
ดังนั้นการวางเป้าหมายควรดูทั้งคะแนนรวมและเกณฑ์คะแนนย่อยควบคู่กัน แล้วตั้งเป้าให้สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำเล็กน้อยเพื่อความปลอดภัย เพราะการแข่งขันเพื่อเข้าเรียนหรือรับทุนมักดุเดือดกว่าที่คิด
TOEFL กับ IELTS เลือกสอบตัวไหนดี
เมื่อพูดถึงข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ชื่อที่มักถูกนำมาเทียบกับ TOEFL คือ IELTS ทั้ง 2 แบบต่างก็ได้รับการยอมรับกว้างขวางพอกัน แต่มีสไตล์ต่างกันพอสมควร การเลือกให้เหมาะกับตัวเองช่วยให้ทำคะแนนได้ดีกว่าการฝืนสอบตัวที่ไม่ถนัด

โดยสรุป หากถนัดทำงานกับคอมพิวเตอร์ ชินกับสำเนียงอเมริกัน และเล็งเรียนต่อฝั่งสหรัฐอเมริกา TOEFL มักตอบโจทย์
ส่วนคนที่ถนัดพูดโต้ตอบกับคนจริงและเล็งกลุ่มประเทศฝั่งอังกฤษ อาจพิจารณา IELTS ทางที่ดีคือลองทำข้อสอบตัวอย่าง
ของทั้ง 2 แบบ แล้วดูว่ารูปแบบไหนที่ทำได้ลื่นไหลและสบายใจกว่ากัน
ข้อควรรู้เกี่ยวกับค่าสอบ TOEFL และวิธีสมัครสอบในไทย
เมื่อเข้าใจภาพรวมแล้ว เรื่องที่ต้องเตรียมต่อไปคือค่าใช้จ่ายและขั้นตอนสมัคร สำหรับการสอบ TOEFL iBT ในไทย
ค่าสอบโดยทั่วไปอยู่ที่ราว 215 ถึง 225 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,700 ถึง 7,400 บาท ตัวเลขนี้ขยับได้ตามศูนย์สอบ
และอัตราแลกเปลี่ยน จึงควรเช็กราคาล่าสุดบนเว็บทางการก่อนชำระเงินทุกครั้ง ขั้นตอนสมัครไม่ซับซ้อน สรุปเป็นสี่ขั้นตอนหลักได้ดังนี้
- สมัครผ่านเว็บทางการของ ETS สร้างบัญชีและลงทะเบียน
บนระบบของ ETS โดยตรง ซึ่งเป็นช่องทางที่น่าเชื่อถือที่สุด ควรกรอกชื่อให้ตรงกับหนังสือเดินทางแบบเป๊ะ ๆ
เพราะข้อมูลนี้ใช้ยืนยันตัวตนในวันสอบ - เลือกวันและรูปแบบการสอบ เลือกได้ทั้งการสอบที่ศูนย์สอบและแบบ Home Edition ที่ทำที่บ้าน ลองเทียบวันว่าง
กับความพร้อมของอุปกรณ์ แล้วจองรอบที่เผื่อเวลาเตรียมตัวได้เพียงพอ ไม่กระชั้นจนเกินไป
- ส่งคะแนนให้สถาบันได้ฟรี 4 แห่ง ค่าสอบครอบคลุมการส่งผลคะแนนให้ปลายทางได้สูงสุด 4 แห่งโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
หากเตรียมรายชื่อมหาวิทยาลัยไว้ก่อนวันสอบ จะช่วยประหยัดค่าส่งคะแนนเพิ่มในภายหลัง - ระวังค่าธรรมเนียมแฝง การเลื่อนวันสอบ
การส่งคะแนนเพิ่มเติม หรือการไปสมัครแบบกระชั้นชิด
มักมีค่าธรรมเนียมเพิ่มที่หลายคนคาดไม่ถึง
การวางแผนล่วงหน้าจึงช่วยเลี่ยงค่าใช้จ่ายส่วนเกินได้มาก
เคล็ดลับสำหรับมือใหม่คือวางแผนและจองรอบสอบล่วงหน้า เพราะรอบยอดนิยมมักเต็มเร็ว การสมัครตั้งแต่เนิ่น ๆ
นอกจากได้ที่นั่งที่ต้องการแล้ว ยังช่วยเลี่ยงค่าธรรมเนียมสมัครล่าช้า และมีเวลาเตรียมตัวเต็มที่ก่อนถึงวันสอบจริง

เตรียมสอบ TOEFL ด้วยตัวเองหรือเรียนกับติวเตอร์ดีกว่ากัน
มาถึงคำถามที่บางคนหรือหลายครอบครัวเกือบทุกคนต้องเจอและสงสัยกันมาก นั่นคือควรอ่านเตรียมสอบ TOEFL ด้วยตัวเอง
หรือเรียนกับติวเตอร์ดี เพราะทั้ง 2 ทางต่างก็มีข้อดีที่แตกต่างกัน และคำตอบที่ใช่ขึ้นอยู่กับพื้นฐาน เวลา และเป้าหมายคะแนน
ของแต่ละคนอีกด้วย
- การเตรียมสอบด้วยตัวเองเหมาะกับคนที่มีวินัยและความรับผิดชอบที่สูง มีพื้นฐานภาษาแน่นพอ และบริหารเวลาเองได้ดี
ข้อดีคือประหยัดค่าใช้จ่ายและยืดหยุ่นเรื่องเวลา แต่ข้อจำกัดคือต้องหาข้อสอบที่ตรงกับรูปแบบใหม่เอง ประเมินจุดอ่อนได้ตัวเองยาก และไม่มีคนช่วยตรวจงานเขียนหรือการพูดซึ่งเป็นพาร์ตที่พัฒนาได้ยากที่สุดหากอยู่เพียงคนเดียว - การเรียนกับติวเตอร์เหมาะกับคนที่อยากได้เส้นทางที่ชัดและประหยัดเวลาลองผิดลองถูก ข้อดีคือมีคนที่มีประสบการณ์
คอยวางแผนให้ ทั้งตรวจงานเขียนและการพูดอย่างละเอียด พร้อมเทคนิคจับเวลาและกลยุทธ์เฉพาะพาร์ต
ช่วยให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีเวลาจำกัดหรือต้องการคะแนนสูง แต่ก็มีข้อเสียเดียวคือผู้เรียนต้องมีเวลา
และเงินสำหรับการลงคอร์สเรียนด้วย
ข้อควรระวังที่มือใหม่มักพลาดตอนเตรียมสอบ TOEFL
- ประเมินตัวเองสูงเกินจริง หลายคนมั่นใจจากพื้นฐานในห้องเรียนว่าตัวเองได้คะแนนเต็มแล้วเรียนนำหน้าคนอื่น
แล้วรีบไปสมัครทั้งที่ยังไม่เคยลองทำข้อสอบเต็มรูปแบบจับเวลาจริง พอเจอของจริงจึงทำไม่ทันและเสียคะแนนไปอย่างน่าเสียดาย - ใช้ข้อสอบเก่าที่ตกยุค แนวข้อสอบก่อนปี 2026 มักมีรูปแบบและระบบคะแนนต่างจากปัจจุบัน การฝึกกับของเก่า
อาจทำให้เตรียมผิดจุดและตกใจกับหน้าตาของข้อสอบจริงได้ในวันสอบ - ทิ้งพาร์ตพูดและเขียน หลายคนทุ่มมักให้ความสำคัญในส่วนของการอ่านและการฟังเพราะฝึกง่ายกว่า แล้วละเลยการพูดและการเขียน ทั้งที่ 2 พาร์ตนี้พัฒนาได้ช้าและดึงคะแนนเฉลี่ยรวมได้มากที่สุด แล้วยังเป็นส่วนสำคัญที่หลาย ๆ ที่มองเป็นปัจจัยหลักในการวัดคะแนนอีกด้วย
- สมัครสอบกระชั้นชิด จองรอบใกล้วันจนไม่มีเวลาเตรียมตัว นอกจากเสี่ยงทำคะแนนได้ไม่เต็มที่แล้ว
ยังอาจต้องเจอกับจ่ายค่าธรรมเนียมสมัครล่าช้าเพิ่มโดยไม่จำเป็น - ลืมดูเกณฑ์รายทักษะ มองแต่คะแนนรวมจนลืมว่าหลายสถาบันกำหนดคะแนนขั้นต่ำของแต่ละทักษะด้วย หากทักษะใดต่ำเกินไป
ต่อให้คะแนนรวมถึงเกณฑ์ก็อาจยื่นไม่ผ่าน
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน สิ่งสำคัญคือเริ่มต้นให้ถูกและมีแผนการเตรียมสอบที่ชัด หากต้องการคนช่วยวางแผนและติวอย่างเป็นระบบ
ทาง Tutorplus พร้อมออกแบบคอร์สให้เหมาะกับพื้นฐานและเป้าหมายคะแนนของแต่ละคน ดูรายละเอียดคอร์ส
และปรึกษาแนวทางเตรียมสอบเพิ่มเติมได้ที่หน้าเว็บไซต์ของเราได้เลย
บทสรุป
TOEFL คือข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษที่เปิดโอกาสด้านการเรียนต่อและการทำงานในเวทีสากล การเข้าใจตั้งแต่ความหมาย
รูปแบบข้อสอบ ระบบคะแนนแบบใหม่ไปจนถึงค่าสอบและวิธีสมัคร จะช่วยให้มือใหม่วางแผนได้อย่างมั่นใจ
และไม่หลงทางไปกับสิ่งที่ไม่เคยรู้ โดยสิ่งที่ควรทำต่อคือกำหนดเป้าหมายคะแนนให้ชัดเจนก่อน เช็กเกณฑ์ของสถาบันปลายทาง
แล้วเลือกวิธีเตรียมตัวที่เหมาะกับตัวเอง
ซึ่งถ้าหากพร้อมจะเริ่มต้นการเตรียมสอบ TOEFL อย่างจริงจัง ลองมาปรึกษาแนวทางเตรียมสอบหรือดูคอร์สที่เหมาะกับเป้าหมาย
ของคุณได้ที่ Tutorplus ได้เลย เพราะที่นี่คือศูนย์รวมติวเตอร์ที่หลากหลาย เพื่อให้คุณเตรียมการสอบ การเรียนและบรรลุเป้าหมาย
ของแต่ละคนได้

